Category Archives: รักเร่เล่ห์ลมลวง

นิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์แล้ว โดยสำนักพิมพ์ Happy banana
http://www.happybanana-online.com/v3/more_book.php?product_id=392

รักเร่ เล่ห์ลมลวง บทที่1

มาตรฐาน

นิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์แล้ว โดย สำนักพิมพ์ Happy Banana

http://www.happybanana-online.com/v3/more_book.php?product_id=392

(ต่อจากบทนำ)

บทที่1    

ระหว่างมื้ออาหารเลี้ยงอำลา แดน แฮร์สไตลิสต์ชื่อดัง แดลเนียลโจ ซาลอนหรูและใหญ่ที่สุดในย่านออร์ชาร์ด (Orchard) ถนนแห่งการค้าของสิงคโปร์ ที่ร้านอาหารทะเลชื่อดังย่านคลาร์กคีย์ (Clark Quay) บรรยากาศริมท่าเรือเก่าที่กลายเป็นแหล่งบันเทิงยามราตรี เต็มไปด้วยแสงสีที่ตัดกับความมืดที่สวยงามและบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารจานเด็ดของร้านอย่าง ชิลลี่แครบ (Chili Crab) ปูยักษ์ขนาดสองฝ่ามือคนต่อกันผัดกับซอสพริกสีแดงสดรสชาติเผ็ดปนหวานกลมกล่อมที่แสนขึ้นชื่อ แม้ทุกอย่างดูลงตัวและสมบูรณ์แบบ แต่ผู้ร่วมโต๊ะไม่มีทีท่าเจริญอาหารสักนิด เพราะไม่มีใครอยากให้เขาไป

“คุณย่ารักผมมาก ถึงเวลาที่ผมต้องกลับไปดูแลท่านบ้าง หกปีแล้วที่ผมไม่ได้กลับไปหาท่านเลย” แดนรู้สึกผิดไม่น้อยเมื่อรู้ข่าวจากพี่ชายว่าย่าของเขากำลังป่วยหนัก

คุณหญิงพวงคอยดูแลแดนมาตั้งแต่เล็กหลายครั้งที่แดนไม่ได้อย่างใจบิดาจนถูกลงโทษด้วยไม้เรียวและเข็มขัด คุณหญิงพวงจะเข้ามาปกป้องเสมอจนพ่อของเขาไม่กล้าแตะต้องอีก

หลานคุณแม่มันเป็นเทวดามาเกิดหรือไงแตะต้องไม่ได้เลย หลายครั้งที่พ่อของเขาแขวะลูกชายคนนี้

แดนไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเช่นนั้น เพราะถ้าเขาเป็นเทวดามาเกิดจริงพ่อคงไม่หมางเมินและทำเหมือนเขาเป็นเศษฝุ่นธุลีในบ้านต่างจากพี่ชายของเขา คนนั้นสิลูกรักมาเกิดทำอะไรล้วนถูกใจพ่อเขาเสียทุกอย่าง กลับไปคราวนี้ชายหนุ่มยังไม่แน่ใจนักว่าอะไรๆจะเปลี่ยนแปลงไปสักแค่ไหน

เพราะการตัดสินใจที่ทุกคนคงคิดว่าบ้าบอที่สุด ทำให้เขาถูกพ่อตัดหางปล่อยวัด เลิกส่งเสียค่าเล่าเรียนและกินอยู่ทันทีเมื่อรู้ว่าเขาแอบเอาค่าหน่วยกิตที่ต้องจ่ายให้คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังในรัฐวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา มาเป็นจ่ายค่าเรียนออกแบบและจัดแต่งทรงผมเพื่อเป็นแฮร์สไตลิสต์

ตอนนั้นชายหนุ่มในวัยยี่สิบปีต้องหาทางดิ้นรนที่จะอยู่รอดให้ได้ด้วยตัวเองในวันที่ไม่คิดรับความช่วยเหลือจากที่บ้านอีก ยอมทนลำบากทำงานมากมายไม่ยอมติดต่อใครเพื่อพิสูจน์ตัวเอง จนได้เป็นช่างฝึกหัดในร้านเสริมสวยชื่อดังที่ดีซี เวลาไม่นานมีลูกค้าที่ติดอกติดใจฝีมือเขาเข้าหลายคน โดยเฉพาะคุณนายโจวผู้ติดตามสามีสัญชาติสิงคโปร์มาดูแลธุรกิจที่นี่ จนเธอติดต่อเขาและยื่นข้อเสนอที่ดีเยี่ยมให้

“เธอไม่ใช่เด็กฝึกงานในร้านทำผมที่ดีซีอีกแล้วนะแดน ฝีมือเธอไม่ใช่มานานแล้ว ฉันไม่เข้าใจว่าพวกนั้นกดเธอไว้แบบนั้นทำไม ฉันจะเปิดธุรกิจใหม่ที่สิงคโปร์ ซาลอนหรูและใหญ่ที่สุด เธอจะไปกับฉันไหมแดน”

แดนตกลงใจไปสิงคโปร์พร้อมคุณนายโจวและสามีทันที

ร้านแดเนียลโจ จึงเกิดขึ้นสร้างความความฮือฮาในสิงคโปร์อยู่ไม่น้อย ผ่านไปไม่นานซาลอนเรียบหรูตามรสนิยมของคุณนายโจวได้รับความนิยมอย่างมากเพราะแฮร์สไตลิสต์มือหนึ่งที่โดดเด่นด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งได้รูปรับกับคางเรียวยาวกว่าคนทั่วไป เป็นลงตัวของการผสมผสานอย่างหนุ่มไทยยุคใหม่ที่มีผิวสีแทนอ่อนไม่คล้ำแดดอย่างหนุ่มแขกมาเลย์และไม่ขาวซีดเป็นหนุ่มตี๋ทั่วไป คุณนายโจวจับแดนปรุงแต่งภาพลักษณ์เสียใหม่ให้สมกับการเป็นช่างมือหนึ่งของร้านเพื่อดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ที่มีกำลังจ่ายแลกกับความสวยงามที่ไม่มีทางผิดหวัง

คุณนายโจวจัดการทุกอย่างให้แดนไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมเพิ่มเติมและส่งผลงานเข้าประกวดไม่ใช่แค่เพื่อตัวเขาแต่เพื่อยกระดับร้านแดเนียลโจขึ้นด้วยเช่นกัน ชายหนุ่มไม่ทำให้นายทุนของเขาผิดหวัง ด้วยการกวาดรางวัลและใบประกาศมากมายมาประดับที่ร้านสร้างความปลาบปลื้มให้คุณนายโจวและสามีอย่างมาก

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราเพียงสี่ปีแดนต้องอำลาที่นี่ไป

“ไปเถอะแดน ฉันเข้าใจ คนเราเกิดมาต้องกตัญญูต่อพ่อแม่และคนในครอบครัว” นายทุนของเขาย้ำอีกครั้ง

“แดน คุณนายโจว” เสียงทักสั่นเครือดังมาจากหน้าประตูจนทุกคนต้องหันไปมอง

ร่างสูงเพรียวในชุดเกาะอกกระโปรงสั้นมันเลื่อมสีม่วงเข้มขับผิวขาวผู้ใส่ ยิ่งยามต้องแสงไฟในห้องราวกับผิวเธอมีประกายส่องสว่างระยับออกมา

“ฉันโทรไปบอกเขาเอง” คุณนายโจวกระซิบบอกแดนเบาๆ

“ทำไมคุณไม่บอกฉันคะว่าจะกลับประเทศไทย พอฉันรู้ก็รีบออกจากงานเลี้ยงมาทันทีเลย” แอนเนต ชางปรี่เข้ามานั่งข้างชายหนุ่มจับแขนเขาไว้แน่น

“ใจเย็นๆ แอนเนต ผมยังไม่ได้ไปคืนนี้สักหน่อย” แดนพยายามยิ้มให้ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่

“ไม่ใช่คืนนี้ แต่เป็นพรุ่งนี้ คุณไม่ได้ไปพักร้อนนะ แต่คุณจะกลับไปอยู่ที่นั่น คุณจะไม่กลับมาอีกแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงตัดพ้อจนชายหนุ่มต้องถอนใจ สายตาทุกคู่บนโต๊ะจ้องมองเขาอย่างรอฟังคำตอบเช่นกัน

“ผมยังไม่รู้เลย” แดนอ้ำอึ้ง

แซนดี้สาวน้อยผู้อ่อนไหวได้ยินที่แดนตอบก็ปล่อยโฮทันที จนโทมัสและเพื่อนอีกสองคนต้องพาออกไปสงบใจด้านนอก

“ดูสิ คุณทำให้แซนดี้ร้องไห้อีกแล้ว” แดนพูดให้ขำมากกว่าจะต่อว่าแอนเนตจริงๆ เขาคุ้นชนกับนิสัยของแซนดี้ดีแค่เผลอเหยียบมดเธอก็น้ำตาคลอให้แล้ว

“เพราะคำตอบของคุณต่างหาก เห็นไหมว่าคนที่นี่รักคุณแค่ไหน” แอนเนตอยากจะบอกว่าคนที่นี่หมายรวมถึงเธอด้วย แต่เธอยังไม่กล้าเอ่ยออกมาตรงๆ

“คุณนายโจว ปากคุณบอกว่าให้ผมไปได้ แต่กลับเอาแอนแน็ตมาทำให้ผมเปลี่ยนใจใช่ไหมครับ”

“แล้วได้ผลไหมล่ะแดน” คุณนายโจวหัวเราะร่วน เด็กปั้นของเธอคนนี้ช่างฉลาดนักแต่ถึงจะเป็นแบบนั้นจริง เธอรู้ดีว่าต่อให้เป็นดาราสาวสวยอย่างแอนเนตก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจเขาได้

“คงไม่ได้หรอกค่ะ เพราะยังไงฉันก็ไม่มีความหมายสำหรับเขาอยู่แล้ว” หญิงสาวทำหน้าเศร้าเรียกความสงสารจนแดนทำหน้าไม่ถูก

“อย่าพูดแบบนั้นสิ คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผมนะแอนเนต” แอนเนตเกลียดคำนี้ของเขาจริงๆ แต่เธอยังแอบหวังว่าสักวันคำว่าเพื่อนของเขาจะพัฒนามากไปกว่านี้

คุณนายโจวและพนักงานของซาลอนแยกย้ายกันกลับโดยคุณนายโจวอาสาขับรถไปส่งคนอื่นๆที่สถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที เพราะเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุดสำหรับทุกคนเพราะถ้าจะกลับแท็กซี่ต้องเดินไปที่ป้ายสำหรับจอดแท็กซี่ซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากร้าน และไม่รู้ว่าต้องรอต่อแถวนานแค่ไหนกว่าจะได้ขึ้นแท็กซี่ แต่แอนเนตไม่ยอมปล่อยแดนไปง่ายๆ เธอชวนเขาเดินดูสิงคโปร์ยามราตรีในคืนสุดท้ายด้วยกัน

“คุณคงไม่ชวนผมเดินไปถึงมารีน่าเบย์ (MarinaBay) หรอกนะ” แดนเอ่ยถึงบริเวณพื้นที่ติดกับอ่าวเล็กๆมีทางเชื่อมต่อระหว่างทะเลและแม่น้ำสิงคโปร์

มารีน่าเบย์ถูกพัฒนาจนเป็นสถานที่ชมวิวที่สวยงามอีกจุดหนึ่งโดยเฉพาะเมื่อมองลงมาจากชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ที่สูงที่สุดในโลกอย่าง สิงคโปร์ฟลายเยอร์ (Singapore Fryer) แม้จากย่านคลาร์กคีย์จะสามารถเดินไปถึงมารีน่าเบย์ได้ แต่คงใช้เวลาพอสมควรสำหรับสาวสวยในชุดราตรีและรองเท้าส้นสูงอย่างแอนเนต

“อีกอย่างตอนนี้ชิงช้าสวรรค์ที่นั่นคงปิดแล้ว” แดนมองนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มกว่า

“คุณยังจำได้ใช่ไหมคะที่เราพบกันครั้งแรก”

“จำได้สิครับ” แดนไม่ลืม

แต่คนที่จำฝังใจคงเป็นตัวหญิงสาวเองเสียมากกว่า สองปีก่อนในวันแดดจ้าและแสนวุ่นวายหน้าสิงคโปร์ฟลายเยอร์ที่สูงถึง165 เมตรตามสคริ๊ปแอนเนตต้องทำหน้าที่พิธีกรพาแขกรับเชิญขึ้นไปบนนั้นเพื่อพูดคุย แต่ช่างทำผมและช่างแต่งหน้ากลับไม่ยอมมาตามที่นัดไว้ ทำให้กองถ่ายรายการวาไรตี้ทางทีวีวุ่นวายไปหมดเพราะแอนเนตกำลังวีนใส่ทุกคนที่ทำงานพลาดและไม่ตรงต่อเวลา

แต่อยู่ๆพระเอกขี่ม้าขาวก็ปรากฏตัวขึ้น

ชายหนุ่มเข้ามาจัดการกับผมยาวสลวยที่ยังไม่ได้ผ่านการจัดทรงแลดูยุ่งเหยิงเพราะเธอทั้งเหวี่ยง ทั้งสะบัดมันไปทั่วกองถ่ายอย่างหงุดหงิด ไม่ถึงห้านาทีผมของหญิงสาวถูกม้วนตลบขึ้นสูงและทิ้งปลายผมให้ตกมาราวกับสายน้ำพุที่โปรยปราย แอนเนตมองตัวเองในกระจกอย่างประหลาดใจเล็กน้อยเพราะทรงผมที่ถูกจัดแต่งอย่างง่ายๆโดยชายแปลกหน้าทำให้ใบหน้าของเธอดูอ่อนเยาว์ลงราวกับเด็กสาวแรกแย้มแตกต่างจากภาพลักษณ์สาวมาดมั่นและคมเข้มที่เคยเป็นอย่างสิ้นเชิง

เมื่อหญิงสาวได้รู้ว่าเขาคือ แดน แฮร์สไตลิสต์และช่างมือหนึ่งของร้านแดเนียลโจที่กำลังมีชื่อเสียงหลังจากเหตุการณ์วันนั้นร้านแดเนียลโจได้ลูกค้าประจำที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งเพิ่มและกลายมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับร้านไปโดยปริยาย

แดนแทบไม่รู้ตัวเลยว่าเขาสร้างความประทับใจให้ดาราสาวไว้แค่ไหน ความสนิทสนมที่เธอมีให้แม้ผิวเผินจะเหมือนเพื่อนแต่ในใจของเธอคิดไปไกลกว่านั้น จนกระทั่งวันนี้เขายังคงไม่รู้หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่

แอนเนตหยุดยืนที่สะพานข้ามฟากเล็กๆระหว่างรีเวอร์ไซด์พอยท์ (Riverside Point) จุดชมวิว สองฝั่งแม่น้ำของย่านคลาร์กคีย์ เพื่อดูแสงสีของแม่น้ำยามค่ำคืนของนักท่องราตรี แต่ยามนี้แอนเนตทอดสายตาออกไปที่แม่น้ำสายเล็กๆที่มีเรือท่องเที่ยวกำลังแล่นผ่านไปอย่างใจหาย

“พรุ่งนี้ฉันไปส่งคุณที่สนามบินนะคะ” หญิงสาวไม่รู้จะเอ่ยอะไรอีก

“ครับ” แดนไม่อยากปฏิเสธน้ำใจของหญิงสาวจึงรับคำ แม้ดาราสาวจะเป็นผู้หญิงที่เขาสนิทด้วยมากที่สุดตลอดเวลาที่อยู่ที่สิงคโปร์ แต่เขาไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับเธอมากกว่าเพื่อน ใครๆก็ว่าเขาเพี้ยนที่ไม่คว้าแอนเนตมาไว้ข้างกาย แต่เขายอมเป็นคนเพี้ยนดีกว่าหลอกหัวใจตัวเอง

ลมเย็นในยามค่ำคืนริมแม่น้ำทำให้กิ่งวารีต้องหยิบผ้าคลุมไหล่ออกมาคลุมตัวเองเอาไว้ พลางมองแสงระยิบระยับของแสงไฟที่ส่องกระทบผืนน้ำ

“ไหนว่าที่นี่มีแต่หน้าร้อนกับหน้าฝนไง ทำไมคืนนี้อากาศเย็นดีจัง” กิ่งวารีไม่ลืมยกกล้องถ่ายรูปตัวเก่งขึ้นเก็บภาพความสวยงามรอบตัว

“ก็ตอนเย็นฝนตกกระหน่ำเป็นชั่วโมง กลางคืนก็ต้องเย็นบ้างแหละ” นิดาบ่นกระปอดกระแปดตั้งแต่ตอนฝนตก ช่วงที่กำลังถ่ายรูปสิงโตทะเลพ่นน้ำกันอยู่บริเวณฟูเลอร์ตั้นสแควร์ (Fullerton Square) หรือปากแม่น้ำสิงคโปร์ โชคดีที่แถวนั้นมีร้านกาแฟสตาร์บัคอยู่ใต้สะพานใหญ่ จึงกลายเป็นที่หลบฝนของเหล่านักท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณนั้นตอนฝนตกพอดี

พอฝนหยุดตกได้ทั้งคู่จึงมาเดินเล่นกันต่อที่รีเวอร์ไซด์พอยท์เพื่อหาอะไรกินและชมแสงสีริมแม่น้ำต่อ กิ่งวารีเอาแต่เก็บภาพจนไม่ทันสังเกตว่าเพื่อนสาวที่มาดูด้วยกำลังตาโตเป็นไข่ห่านกับภาพบางอย่าง

“กาวดูนั่นสิ” นิดาร้องเรียกราวกับเห็นผี

“อะไรยัยนิ ร้องซะลั่น มีคนทำทองตกหรือไง” คนถูกเรียกหันไปมองตามทางที่เพื่อนชี้แต่ไม่เห็นอะไรผิดปกติสักนิด นอกจากฝูงชนที่เดินไปมา

“ฉันเห็นเพทาย เดินผ่านไปเมื่อกี้”

“บ้าดาราขึ้นสมองแล้วนะ มาถึงนี่ยังตาฝาดเห็นดาราอีก นี่มันสิงคโปร์นะ ไม่ใช่สีลม” กิ่งวารีส่ายหน้าระอาใจกับเพื่อน

“ฉันไม่ได้ตาฝาดนะฉันเห็นจริงๆ ไม่เชื่อตามไปดูกันเลย” นิดาไม่พูดเปล่าลากกิ่งวารีให้รีบเดินไปด้วยกัน เพื่อพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้ตาฝาด หรือดาราริซึ่มขึ้นสมองอย่างที่เพื่อนว่า

สองสาวเดินกึ่งวิ่งจนมาหยุดที่ริมสะพานอีกด้าน นิดารีบชี้ไปอีกฝากของแม่น้ำที่มีโต๊ะอาหารถูกจัดอย่างหรูหราตั้งอยู่เรียงรายเพื่อให้ลูกค้าได้ทานอาหารเลิศรสไปพร้อมชมบรรยากาศงามริมน้ำ

“นั่นไง เพทาย” กิ่งวารีพยายามเพ่งมองชายหนุ่มที่นั่งถือแก้วไวน์อยู่มุมหนึ่ง แต่ความไกลทำให้เธอมองใบหน้าของเขาไม่ชัดนัก

“ใช่เหรอ เห็นแค่ด้านข้างก็เหมาว่าเป็นเพทายแล้วเหรอ” แม้ไม่มั่นใจในสายตาตัวเองและเพื่อนนัก แต่ร่างสูงโปร่งที่นั่งหลังตรง ไหล่ตั้ง ผิวขาวดูโดดเด่นแม้มองในระยะห่างหลายเมตร

“เอากล้องในมือแกส่องดูเลยว่าใช่หรือเปล่า ถ้าให้ดีถ่ายไว้ด้วยเลยนะ” นิดาบังคับให้คนมีกล้องยกมันขึ้นส่องไปทางเพทาย

“จะดีเหรอ เขามาส่วนตัว จะไปแอบถ่ายเขา ฉันไม่ใช่ปาปารัซซี่นะ อีกอย่างฉันลาออกแล้วด้วย” แม้กิ่งวารีจะไม่เคยทำตัวเป็นปาปารัซซี่แต่งานเก่าของเธอไม่พ้นเกี่ยวข้องซอกแซกเรื่องดารา แต่ทำได้เพียงปีกว่าก็ต้องบอกศาลาเพราะความไม่ถนัด

“ถ่ายไปเถอะน่า จะได้รู้ไงว่าข่าวเม้าท์พวกนั้นจริงหรือไม่จริง นั่งแบบนี้ต้องนัดใครไว้แน่ๆ เล็งเลย เพี้ยงขอให้เป็นผู้หญิงทีเถอะ ข่าวลือบ้าๆบอๆจะได้หายไปสักที” ไม่คิดเลยว่าจะได้ข่าวเด็ดตอนที่ลาออกจากงานแล้ว แต่เธอคงไม่เอามันไปขายหากินเพราะไม่ใช่วิสัยของเธอที่จะหาเงินจากเรื่องความลับของคนอื่น

นิดายังคงคะยั้นคะยอไม่เลิกจนกิ่งวารีต้องจำใจยอมยกกล้องส่องไปยังเพทาย กดชัตเตอร์ไปได้สามรูป เพทายยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง เขามองนาฬิกาข้อมือ ท่าทางคงกำลังรอใครอยู่แน่ๆ

ไม่ทันจะได้ลั่นชัตเตอร์รูปต่อไป กล้องในมือหลุดหายไปเพราะแรงกระชากจนทำให้เธอต้องตกใจ นึกว่าถูกมือดีวิ่งราวกล้องให้เสียแล้ว

“ว้าย กล้องฉัน” กิ่งวารีเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจ

“พวกคุณแอบถ่ายรูปคนอื่นงั้นเหรอ” เสียงแข็งดังขึ้นจากคนที่กระชากกล้องไป นิดาพลอยตกใจไปด้วย ยิ่งเขาพูดภาษาไทยแสดงว่าไม่ใช่โจรขโมยกล้องแน่ๆ

“แล้วมันเรื่องอะไรของคุณล่ะ เอากล้องฉันคืนมานะ” คนถูกแย่งของไปจากมือร้องขึ้น

ชายหนุ่มไม่มีทีท่าจะคืนกล้องให้อย่างง่ายๆ เขายกมันขึ้นสูงเหนือหัวทำให้กิ่งวารีได้แต่กระโดดหย็องแหย็งคว้ากล้องนั้นไม่ถึง

หลังจากแยกกับแอนเนต แดนไม่คิดว่าจะมาเจอนักท่องเที่ยวคนไทยกำลังพยายามแอบถ่ายภาพดาราหนุ่มอยู่ ทั้งๆที่เตือนแล้วว่าให้เขาระวังตัว สิงคโปร์ไม่ได้ไกลนักย่อมมีคนผ่านมาเห็นได้ง่าย แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจนัก ดีที่เขามาเจอเข้าเสียก่อน

“ฉันจะแจ้งตำรวจ” หญิงสาวเปลี่ยนจากการพยายามยื้อแย่งมาเป็นร้องขู่ เมื่อความสูงของเธอแค่ระดับอกของเขา กระโดดให้ตายก็คว้ากล้องคืนมาไม่ได้แน่

“ก็เอาสิ ใครกันแน่จะถูกจับ คุณไม่รู้เหรอว่าที่นี่มีกฎหมายเรื่องการแอบถ่ายคนอื่น ปาปารัซซี่เข้มงวดแค่ไหน” คำพูดเขาจริงจังจนคนฟังหน้าเจื่อนทันที

ซวยแล้วไง!

กิ่งวารีหันไปมองเพื่อนจอมยุยงที่กำลังจะหาคุกมาให้ นิดาได้แต่ยืนกระมิดกระเมี้ยนไม่พูดอะไรสักคำ แถมพยายามดึงผ้าพันคอมาปิดหน้าปิดตาเอาไว้กลัวเขาจำได้อีก

แดนไม่อยากต่อความยาวกับสองสาวตรงหน้า ดึงเอาเมมโมรี่การ์ดที่อยู่ภายในกล้องออกมาแล้วหักมันทิ้งเป็นสองท่อน ก่อนยัดใส่มือกลับให้เจ้าของพร้อมกล้อง

หมดกันรูปที่ถ่ายมาตลอดสามวัน ถูกทำลายหายวับไปกับตาเพราะตาบ้าที่ไหนไม่รู้

กิ่งวารีโกรธควันแทบออกหูตอนที่ได้ของคืน แต่ทำได้เพียงยืนตัวเกร็งมองร่างสูงท่วมหัวเธอเดินหนีปะปนกับฝูงชนหายวับไป พอหันกลับไปมองที่ร้านอาหารริมแม่น้ำเพทายก็หายไปแล้วเช่นกัน ทั้งเธอและนิดาพากันอดรู้ว่าเพทายมานั่งคอยใคร แต่คิดอีกทีหากมีการเอาเรื่องบอกตำรวจว่าเธอแอบถ่ายรูปเพทาย หลักฐานอยู่ในการ์ดหราขนาดนั้น มีหวังเธอได้กินข้าวแดงต่างแดนแน่ๆ

เมื่อกลับมายังโรงแรม หญิงสาวรีบหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเรื่องกฎหมายเข้มงวดของสิงคโปร์กับการแอบถ่ายภาพบุคคลมีชื่อเสียง มันเป็นอย่างคำขู่ของตานั่นจริงๆ กิ่งวารีอยากจะหันไปเล่นงานคนยุยง แต่เมื่อเจอร่างท้วมคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่มไม่ยอมโผล่มาให้เธอจัดการ จึงได้แต่นั่งหงุดหงิดต่อไปลำพัง

หมอนั่นเป็นใครกันนะ ทำไมต้องทำตัวปกป้องความเป็นส่วนตัวของเพทายขนาดนั้น หรือเขาจะแค่หวังดีไม่ให้เธอโดนจับเพราะแอบถ่าย แต่เตือนกันดีๆก็ได้นี่ไม่เห็นต้องมาทำลายข้าวของเธอเลย หรือว่า เขาจะเป็นคู่ขาเพทายอย่างข่าวว่า ตายแล้ว กิ่งวารีใจหายวูบ นึกเสียดายใบหน้าเข้ม ดวงตาคมนั่น ไม่น่าจะเป็นพวกไม้ป่าเดียวกันเลย มาคิดอีกทีข่าวพวกนั้นเชื่อถือได้แค่ไหนกัน เธอทำงานวงการนี้มาเป็นปี พอรู้เทคนิคเขียนข่าวใส่สีตีไข่ เห็นเพื่อนร่วมงานเสกสรรปั้นแต่งเรื่องดาราให้ออกมาแก้ข่าวก็บ่อยไป แม้บางเรื่องจะมีมูลจริงบ้างก็เถอะ

หญิงสาวไม่อยากคิดอะไรอีกนอกจากปล่อยให้อาการเซ็งปะปนไปกับความเหนื่อยที่เดินเที่ยวมาทั้งวันจนผล็อยหลับไปโดยไม่รู้เลยว่าใครอีกคนกลับนอนไม่หลับ

แดนมองกระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้สำหรับเดินทางกลับอย่างไม่สบายใจกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อหัวค่ำ ไม่มีใครรู้ว่าเขาแอบกลับไปกรุงเทพฯเมื่อเดือนที่แล้ว ทุกคนที่ซาลอนรู้เพียงเขาขอลาพักร้อนไปหนึ่งสัปดาห์ แดนตั้งใจจะกลับไปถามไถ่ข่าวคราวคนในครอบครัวจากพี่ชายจนรู้เรื่องคุณย่าของเขาป่วยหนัก และอีกคนที่เขาไม่คาดฝันว่าจะเจอคือเพทาย เพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่ดูเปลี่ยนไปมาก เขากลายเป็นคนดังเป็นดารามีชื่อที่กำลังมาแรง

เพทายทำท่าดีใจที่ได้เจอแดนเช่นกัน แต่การพบกันครั้งนี้กลับทำให้แดนมีแต่ความกังวลใจ เรื่องของเพทายเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องอำลาแดลเนียลโจไป การกลับเมืองไทยครั้งนี้แดนไม่รู้ว่าอะไรจะรอเขาอยู่บ้าง เขาจะตามแก้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างได้เหมือนคืนนี้หรือเปล่า

ก่อนกลับเขาโทรไปเตือนเพื่อนสนิทอีกรอบเรื่องการระมัดระวังตัว

“ขอบใจมากนะแดน” อีกฝ่ายรีบเอ่ยขอบคุณเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและบอกว่าอีกสองวันจะกลับกรุงเทพฯทันที ทำให้แดนเบาใจขึ้น

แต่เมื่อทิ้งตัวลงกับเตียงหวังข่มตาให้หลับเพื่อตื่นเดินทางแต่เช้า ภาพหญิงสาวตัวเล็กๆคนนั้นกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง ดวงตารีเล็กไม่ต่างจากตัวเจ้าหล่อนเบิกกว้างอย่างโกรธจัดที่เขาทำลายข้าวของเธอ โดยเฉพาะตอนที่เจ้าหล่อนพยายามกระโดดแย่งกล้องอย่างลืมนึกถึงส่วนสูงของตัวเองทำให้เขานึกขำ เธอคงโกรธเขามาก แต่ช่วยไม่ได้ ที่เขาทำเช่นนั้นเพราะไม่ต้องการให้ภาพของเพทายหลุดลอดออกไป โชคดีขณะที่เขาต่อปากต่อคำกับเธอ เพทายได้ลุกออกไปก่อนที่แม่สาวปาปารัซซี่นั่นจะเห็น หวังว่าเจ้าหล่อนจะไม่โกรธเขามากนักหรอกนะ

แสงแฟลตสว่างวาบไปทั่วงานเปิดตัวตัวเครื่องสำอางคอลเลคชั่นใหม่ของแบรนด์ดังอย่างแอลเอคอสเมติก เช่นเดียวกับคนที่มาร่วมงานต่างเป็นคนดังในสังคมต่างมีดีกรีชื่อเสียงเช่นเดียวกับสินค้า มองไปทางไหนถ้าไม่ใช่ดาราก็ต้องเป็นตู้เพชรเคลื่อนที่เดินเฉิดฉายไปทั่วงาน

กิ่งวารีในชุดกระโปรงดูเรียบร้อยราวกับจะไปสมัครงานยืนหันรีหันขวางในมือถือกล้องดีเอสแอลอาร์ตัวเขื่องบ่งบอกได้อย่างดีว่าเธอมางานนี้ทำไม หญิงสาวขยับตัวไม่ถนัดนักกับรองเท้าส้นสูงที่ถูกบังคับให้ใส่

ห้ามแต่งตัวกะโหลกกะลาไปในงานเด็ดขาด!

แม้จะทำงานได้ร่วมสองเดือนแล้วหลังกลับจากทริปสิงคโปร์ แต่คำสั่งอันเคร่งครัดนั่นยังก้องอยู่ในหู เวฬุกาหรือคุณวิน บรรณาธิการและเจ้าของนิตยสารบลูไดมอนด์ถือว่าหนังสือของเธอไม่ใช่นิตยสารไก่กาอาราเร่ ดังนั้นภาพลักษณ์ของนักข่าวจะต้องดูดีไม่ต่างจากหนังสือเริดหรูและต้นตระกูลอันมีเกียรติของเธอด้วย

งานนี้ทำเอากิ่งวารีเดินขาพลิกอยู่หลายเที่ยว ปกติเธอเคยแต่งตัวแบบนี้ที่ไหน ไปทำข่าวบันเทิงลงหนังสือซุบซิบดาราเธอสวมแค่เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ ดีหน่อยก็กางเกงผ้ากับรองเท้าผ้าใบ แต่วันนี้ในฐานะนักข่าวหน้าสังคมต้องมาเจอทั้งกระโปรงทั้งรองเท้าส้นสูงทำยังไงก็ยังไม่ชินจนเดินแทบไม่เป็นเลยทีเดียว

“หนูๆมาถ่ายรูปทางนี้บ้างสิ” ประกายแหวนและสร้อยข้อมือเพชรล้วนกระแทกตา กิ่งวารีรู้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่างานของเธอเริ่มต้นขึ้นแล้วจึงรีบเดินตามไป

“มาจากเล่มไหนล่ะจ๊ะหนู” หนึ่งในแก๊งเครื่องเพชรถามขึ้น

“บลูไดมอนด์ค่ะ”

แค่หญิงสาวบอกชื่อนิตยสารที่เธอทำงานอยู่ออกไป บรรดาแขกผู้มีเกียรติในงานรีบกรูมายืนเรียงแถวฉีกยิ้มกว้างยืนเฉียงเอียงตัวสี่สิบห้าองศาเพื่ออำพรางรูปร่างอวบอย่างรู้งานให้เธอถ่ายรูปทันที ต่างรู้ดีว่าถ้ามีรูปลงในบลูไดมอนด์เท่ากับมีเรื่องให้คุยอวดไปอีกเป็นสัปดาห์

“ถ่ายหลายๆรูปเลยนะจ๊ะ” หญิงสาวจัดการรัวชัตเตอร์ตามคำขอ

พ้นจากกลุ่มนี้ได้กลุ่มอื่นๆพากันกวักมือเรียกเธออีก ผ่านไปชั่วโมงกว่ากิ่งวารีเมื่อยทั้งมือและขาเมื่อตรวจเช็คภาพในกล้องดูก็ต้องตกใจเมื่อตัวแดงหน้าจอกล้องเตือนเมมโมรี่เต็ม

แล้วกัน หญิงสาวไม่ได้ฉุกคิดว่างานนี้เธอจะถ่ายรูปมากมายขนาดนี้จึงหยิบการ์ดความจำตัวเดิมที่มีรูปอื่นๆเก็บเอาไว้อยู่แล้วมาใช้ โชคดีที่เธอเตรียมเมมโมรี่การ์ดอันใหม่มาด้วย

กิ่งวารีรีบหาที่ว่างเพื่อจัดการกับกล้องของเธอ แต่หันไปทางไหนมีแต่ผู้คนเดินขวักไขว่ไปหมด จนได้ที่หลบมุมบริเวณโต๊ะของว่างสำหรับแขกที่มาร่วมงานเพราะตอนนี้ทุกคนกำลังเดินไปออกันที่หน้าเวทีเพื่อรอดูการแสดงเปิดตัวสินค้าตามเสียงเรียกของพิธีกร

ขณะที่หญิงสาวกำลังสาละวนกับการถอดเมมโมรี่การ์ดออกจากกล้อง จู่ๆร่างสูงในเชิ้ตขาวกลับเดินมากระแทกเธอเข้าอย่างจัง

จ๋อม!

น้ำพั้นสีเหลืองสดในอ่างแก้วใบใหญ่กระเพื่อมดังดังขึ้น เมื่อของสำคัญในมือเธอร่วงลงไปอยู่ก้นอ่างเสียแล้ว

Advertisements

รักเร่เล่ห์ลมลวง บทนำ

มาตรฐาน

นิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์แล้ว โดย สำนักพิมพ์ Happy Banana

http://www.happybanana-online.com/v3/more_book.php?product_id=392

บทนำ

ข่าวร้อนๆจากกระจิบวงในมาเสิร์ฟถึงที่แล้วค่ะคุณขา สืบเสาะมาแล้วว่านักแสดงหนุ่ม พ. หน้าตี๋ดีกรีสูงยาวเข่าดี ตีปีกพับๆเพราะกำลังขึ้นหม้อจะได้อัพเกรดเป็นพระเอกในเร็ววันแต่ดันมาสะดุดขาตัวเอง เพราะมีคนตาดีเห็น หนุ่ม พ. ดอดเข้าคอนโดของ หนุ่ม ด. ช่างผมโกอินเตอร์ ตระกูลดังหล่อลากไส้กลางดึก ไม่รู้ปรึกษาปัญหาใจกันหรืออย่างไรเพราะหายไปข้ามวันข้ามคืน

หน่วยสืบราชการรักดอดย่องไปแอบฟังถึงหน้าประตูห้องได้ยินแต่เสียงแปลกๆบอกไม่ได้ว่าเสียงอะไร รู้แต่ว่า…โอ๊ยเสียว เกินกว่าจะเม้าท์ งานนี้ผู้จัดกะจะดันให้ขึ้นแท่นไม่รู้จะเปลี่ยนใจเอาไว้ที่แท่นเดิมหรือเปล่า กระจิบวงในไม่อยากจะเซด !!

“โอ๊ย หนีมาถึงสิงคโปร์ยังมีข่าวก๊อตซิปพวกนี้ตามมาหลอกหลอนอีกเหรอเนี่ย” นิดาปิดหนังสือบันเทิงที่ซื้อติดมือจากสนามบินสุวรรณภูมิอย่างอารมณ์เสีย คิดจะอ่านตั้งแต่อยู่บนเครื่องแต่ด้วยความเพลียจึงหลับไปเสียก่อน จนกระทั่งมาถึงสนามบินชางฮีจึงเปิดอ่านระหว่างนั่งสกายเทรนเพื่อหาทางไปต่อเข้าเมือง

“อยากรู้จริงๆว่ายัยกระจิบวงในนี่เป็นใครกันแน่ ว่าไงยัยกาวเธอรู้หรือเปล่า”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง” เสียงตอบอย่างไม่ใส่ใจจากสาวร่างเล็กที่กำลังง่วนกับการเปิดสมุดจดชื่อโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งใจจะไปให้ครบภายในสี่วันที่อยู่ที่นี่

“อะไรกัน เธอทำงานวงในยังไม่รู้อีกเหรอ” กิ่งวารีสะบัดผมที่รวบตึงเป็นหางม้ายาวถึงกลางหลังปฏิเสธ

ทำงานเป็นนักข่าวให้นิตยสารเล่มนี้มาหลายเดือน แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าคนเขียนคอลัมน์ทะลุทะลวงล้วงลึกเรื่องดาราได้ขนาดนี้เป็นใคร ขนาดฝ่ายบัญชีบริษัทเป็นคนจ่ายเงินทุกชีวิตที่ทำงานที่นี่ยังไม่รู้เลยว่ายัยกระจิบวงในเป็นใคร เพราะบอกอเป็นจ่ายเงินค่าเขียนคอลัมน์ให้เองโดยตรง

“นี่คงกลัวว่าถ้ามีคนรู้ว่ายัยนี่เป็นใคร คงโดนดักตีหัววันล่ะไม่รู้กี่รอบ” นิดาจีบปากจีบคอน้ำเสียงเข่นเขี้ยวดูน่าขัน ราวกับกระจิบวงในเป็นคนที่ใครๆอยากรุมสะกรำ

มีความเป็นไปได้สูงเพราะคุณเธอเล่นเอาเรื่องความลับเน่าเฟะของดาราจริงหรือไม่จริงไม่มีใครรู้นอกจากเจ้าตัวมาประจานผ่านอักษรย่อแบบนี้ แถมคนอ่านปัจจุบันนั้นแสนฉลาดสามาไขรหัสอักษรย่อได้อีกว่าเป็นใครมาเม้าท์กันต่อไปได้อีก

“ไม่ต้องอินขนาดนั้นก็ได้นิ” กิ่งวารีไม่เคยสนใจข่าวพวกนี้สักนิด มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตของเธอ นอกเสียจากจะโดนหัวหน้าจิกกัดอยู่เสมอว่าเธอทำงานเป็นนักข่าวนิตยสารดาราไม่ใช่หนังสือพระ

“ไม่อินไม่ได้หรอกกาว อ่านแล้วโมโหอยากตามไปตบจริงๆ ยัยนี่เล่นข่าวใครไม่เล่น ดันมาเขียนให้ร้าย เพทาย ดาราคนโปรดของฉัน” ตกลงอักษรย่อ พ.ที่ว่าคือดาราหนุ่มชื่อเพทายไปได้

นิดานิสัยปลาบปลื้มคนที่หน้าตาดีไม่เคยจางหายตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะดาราหน้าใหม่หล่อเข้ม หุ่นดีและกำลังมาแรงอย่างเพทายที่ต้องจริตเธอที่สุดตอนนี้

“แล้วรู้ได้ไงว่าอักษรย่อ พ. เป็นเพทาย” กิ่งวารีแปลกใจที่เพื่อนสาวโมโหเป็นตุเป็นตะว่าอักษรย่อนั่นคือดาราคนโปรดของตัวเอง

“รู้ก็แล้วกัน อธิบายซะเข้าเค้าขนาดนี้ ว่าแต่ตัวย่อ ด. นี่ใครกันนะ”

นั่นสิ กิ่งวารีเองพลอยคิดตามไปด้วย อักษรย่อพวกนี้ชอบทำให้เวียนหัวไม่พอ ยังกระตุ้นต่อมความสงสัยให้ทำงานขึ้นมา แต่เมื่อนึกได้ว่าตอนนี้เธอกำลังมาเที่ยว ต้องรีบไล่ความอยากรู้อยากให้ออกจากหัวทั้งของตัวเองและของนิดาทั้งเบื่อทั้งเอียนกับเรื่องดาราเต็มที่ถึงได้ลาออกจนหางานใหม่ได้แล้ว

“พอเหอะ คนจะมาเที่ยวฉลองที่ได้งานใหม่ ยังจะมาคุยเรื่องข่าวดาราอยู่ได้” คว้านิตยสารจากมือเพื่อนได้ เจ้าหล่อนก็โยนลงถังขยะที่อยู่ใกล้ตัวทันที เรียกว่าถอนรากถอนโคนกันไปเลย

“เฮ้ย หนังสือฉัน” กิ่งวารีไม่สนใจเสียงร้องนั่น รีบดึงเพื่อนสาวให้ขึ้นแท็กซี่ที่จะพาไปยังโรงแรมที่จองเอาไว้