Category Archives: สื่อรักสองดวงใจ

นิยายเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์แล้ว โดยสำนักพิมพ์มันดี
http://www.mondeebook.com/book_detail.php?id_books=136

สื่อรักสองดวงใจ บทที่3

มาตรฐาน

บทที่ 3

คนก่อปัญหาหนีมานั่งเบื่ออยู่ในห้องทำงานแต่ไม่วายมองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง แต่สิ่งที่เขากลัวกลับไม่มีอะไรปรากฏขึ้นทุกอย่างดูสงบเงียบเรียบร้อยดี ผลจากการทำบุญชุดใหญ่คราวนั้นคงส่งผลให้เธอไปผุดไปเกิดแล้ว ต่อไปเขาจะได้มาที่นี่ได้อย่างสบายใจขึ้น อากาศในห้องเย็นช่ำจนภคพลเกิดอาการง่วงงุนจากการออกไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่า พวกนายเจตน์ลากตัวเขาไว้จนเกือบสว่าง ยังไงเสียเขาไม่มีอะไรต้องทำหากจะงีบหลับสักพักคงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

ภคพลหลับสนิทราวกับถูกมนต์สะกดมีเพียงความมืดและความเงียบสงบอยู่รอบตัว ความมืดทำให้เขาเหมือนลอยคว้างอยู่กลางน้ำ ร่างกายรู้สึกเหมือนสัมผัสความเย็นของน้ำในสระใหญ่ แสงสว่างเลือนรางสาดส่องเข้ามาพร้อมมือขาวเล็กข้างหนึ่งเอื้อมมาจับคอเสื้อของเขาเอาไว้แน่น แต่ในฝันเขากลับไม่หวาดกลัวเหมือนครั้งที่เคยเผชิญกับการอยู่ระหว่างความเป็นและความตาย ตอนนี้เขาเหมือนลอยไปตามน้ำลอยไปตามแรงดึงของมือนั้นอย่างสบายใจ แต่ไม่นานกลับได้ยินเสียงคนพยายามปลุกให้ตื่น เขาไม่อยากลืมตาที่หนักอึ้งนี้ขึ้นสักนิด เขากำลังสบายกับความเย็นของน้ำและการลอยล่องไปเรื่อยๆ

“อย่ามายุ่ง” น้ำเสียงอู้อี้เหมือนเด็กขี้รำคาญ

“ตื่นได้แล้วคุณ” เสียงหวานคุ้นหูจนเขาแปลกใจ

“บอกให้ตื่นได้แล้วไง”

ไม่ใช่เสียงแม่ ไม่ใช่เสียงสาวใช้ที่บ้าน แล้วเสียงใครกัน ในมโนสำนึกตอนนั้นใบหน้าเดียวที่นึกออก ทำให้เขาต้องสะดุ้งลืมตาโพลงขึ้น

ปรียาใบหน้าซีดขาวกำลังจ้องมองเขาไม่กระพริบ

“เฮ้ย” ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียง

รอบตัวเขาตอนนี้ไม่ใช่ห้องทำงานที่แอร์เย็นฉ่ำแต่เป็นที่โล่งกว้างบนดาดฟ้ายามพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

“ฉันแค่อยากให้คุณมาหา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณจะเดินมาหาฉันจริงๆ”

นี่เขาเดินมาที่นี่ทั้งที่หลับอยู่ แค่คิดภคพลอยากจะหมดสติไปอีกรอบให้หมดเรื่องหมดราว หากไม่ได้ยินเสียงตะโกนห้ามเสียก่อน

“นี่ อย่าเป็นลมไปอีกนะคุณ ขอร้องล่ะ”

‘เรื่องแบบนี้ขอกันได้ด้วยงั้นหรือ’ ชายหนุ่มแอบคิด

“ฉันก็ขอร้อง อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย ฉันทำบุญไปให้แล้วไงจะเอาอะไรกับฉันอีก” ภคพลพยายามโบกมือไล่

เขาไม่อยากมองหน้าผีสาว จินตนาการไปไกลว่าเธออาจแลบลิ้นยาวถึงพื้นใส่ หรือไม่คงมีรอยเลือดพร้อมสมองไหลเยิ้มออกมาให้เห็น เธอกระโดดตึกตายสภาพต้องไม่น่ามองอยู่แล้ว

“ฉันไม่ได้มาหลอกหลอนคุณนะ ช่วยฟังฉันพูดหน่อยได้ไหม”

“ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เธอจะเอาอะไรก็บอกมา ฉันจะทำบุญไปให้ บ้าน รถ ทองแท่ง กระเป๋าหลุยส์ ฉันเผาส่งไปให้” ไม่พูดเปล่าเขารีบจ้ำไปยังประตูดาดฟ้า แต่เพียงไม่กี่ก้าวผีสาวปรากฏตัวดักหน้าไว้อีก

“อย่าทำอะไรฉันนะ” ภคพลรีบถอยหนี

ท่าทางเธอดูโกรธเกรี้ยวขึ้นมาไม่น้อยอาจจะคิดหักคอเขาก็เป็นได้

“ฉันไม่หักคอคุณหรอกน่ะ” เธอเหมือนจะอ่านความคิดของเขาออก

“คุณมองฉันดีๆสิ ฉันมีอะไรน่ากลัวนักหรือไง”

เขาไม่กล้ามองเธอเต็มตานัก แต่เมื่อถูกข่มขู่ให้มองก็จำเป็นต้องมอง ดูๆไปถ้าไม่นับว่าเธอเป็นผี ผู้หญิงตรงหน้าเขาจัดว่าเป็นคนสวยคนหนึ่ง ใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตากลมโต จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางเล็ก ติดที่ใบหน้านั่นซีดขาวกว่าปกติเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้คลายความหวาดกลัวลงไปได้

“แต่เธอเป็นผี”

“วิญญาณต่างหาก” เธอเถียง

“จะให้เรียกว่าคนตายไหมล่ะ ต่างกันมากเลย” เขาเองไม่วายประชดออกไปบ้าง

“อยากเรียกอะไรก็เชิญ”

ท่าทางกระเง้ากระงอดไม่ต่างจากผู้หญิงเอาแต่ใจทั่วไป แต่จะให้เขาทำใจอยู่คุยกับเธอเหมือนคนปกติเขาคงทำไม่ได้

“คุณปรียา ขอร้องล่ะปล่อยผมไปเถอะนะ” ภคพลเริ่มเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

“คุณรู้จักฉัน” น้ำเสียงปรียาแปลกใจระคนดีใจที่เขารู้จักชื่อของเธอ

‘แน่ล่ะ แม้แต่ที่เก็บกระดูกเธอเขาก็ไปเจอมาแล้ว’ แต่เขาไม่กล้าพูดออกไป

“รู้สิ ใครๆในตึกนี้รู้จักชื่อเธอทั้งนั้น”

“ฉันรู้จักชื่อตัวเองจากคนในตึกนี้เหมือนกัน” เมื่อพูดถึงเรื่องตัวเองดูท่าทางของเธอเศร้าสร้อยขึ้นมาในทันใด

คำพูดของผีสาวทำให้เขาประหลาดใจอยู่ในที

“รู้จักชื่อตัวเองจากคนอื่น เธอหมายความว่ายังไง” จากที่อยากให้เธอรีบๆหายไปเสีย เขากลับเริ่มตั้งคำถามกับเธอมากขึ้น

ตะวันคล้อยต่ำจนลับหายไร้แสงสว่าง เหลือเพียงแสงจากไฟฟ้าเข้ามาแทนที่ แม้บนนี้จะเห็นท้องฟ้ากว้างแต่ไม่มีดาวพร่างพราวทั้งที่เป็นเดือนแรม แม้ดาวประจำเมืองที่ว่าส่องสว่างยังดูริบหรี่เต็มที ไม่อาจเทียบสู้แสงนีออนและฝุ่นควันที่เกาะหนาในอากาศได้

ภคพลสังเกตสีหน้าเศร้าสร้อยของปรียาจากที่หวาดกลัวเริ่มเป็นเห็นใจ ตอนนี้เธอไม่ต่างจากเด็กหลงทางหรือคนความจำเสื่อมที่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร ตลอดหกเดือนที่ผ่านมาเธอเที่ยวล่องลอยถามใครต่อใครที่อยู่ในตึกนี้เกี่ยวกับตัวเธอแต่กลับไม่มีใครเห็นเธอ พวกที่เห็นก็ไม่ได้ยินสิ่งที่เธอพูด พวกเขาจึงรับรู้เพียงว่าเธอคือผีที่ออกอาละวาด จะโทษคนพวกนั้นไม่ได้เพราะตัวเขาเองหวาดกลัวเธอสุดขีดมาแล้วเหมือนกัน

“คุณเป็นคนแรกที่เห็นและได้ยินฉัน”

‘เขาคือคนที่โชคร้ายที่สุดว่างั้นเถอะ’ เขารำพึงกับตัวเอง

“คุณต้องช่วยฉันนะ ฉันอยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทำไมฉันถึงมาที่ดาดฟ้านี่แล้วใครที่ผลักฉันตกลงไป” ความต้องการมากมายของเธอทะลักล้นออกมา

“เดี๋ยวนะ ใครผลักเธอตกลงไป นี่เธอไม่ได้กระโดดลงไปเองเหรอ”

ยิ่งฟังภคพลยิ่งเริ่มสับสนนอกจากผีสาวจะความจำเสื่อมเธอยังคิดว่ามีคนผลักเธอลงไปจากตึกสูงสิบห้าชั้น

“ฉันได้ยินคนที่ตึกพูดกันว่าฉันถูกแฟนทิ้งเลยฆ่าตัวตาย แต่สิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้ มีใครบางคนผลักฉันลงไป ฉันไม่ได้ฆ่าตัวตาย”

“เธออาจจะจำสับสนก็ได้ ชื่อตัวเองยังจำไม่ได้เลย”

ภคพลเริ่มรู้สึกไม่อยากจะรับรู้เรื่องของปรียาต่อเสียแล้ว หากเขาถลำรับฟังเธอมากไปกว่านี้ เขาไม่อยากจะคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“เอาเป็นว่าฉันจะทำบุญให้เธอได้ไปผุดไปเกิดเร็วๆแล้วกันนะ” เขารีบตัดบท

“ไม่นะ คุณต้องช่วยฉัน ฉันไม่ได้ฆ่าตัวตาย คุณต้องช่วยฉัน” น้ำเสียงเธอก้องไปทั่วดาดฟ้า

แววตายามลืมตัวของเธอทำให้ชายหนุ่มสยองจนต้องลุกหนี ปรียาไม่อาจให้เขาทิ้งเธอไปตอนนี้ พยายามคว้าแขนของชายหนุ่มเพื่อดึงเขาไว้ แต่เธอไม่อาจสัมผัสเขาได้เหมือนเพียงลมที่วาดผ่านไปเพียงชั่ววูบภคพลนิ่งงันกับสิ่งที่เห็นไปชั่วขณะ

ปรียาเองก็เช่นกันสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนการตอกย้ำให้รู้ว่าเธอไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่สามารถแตะต้องกายหยาบของผู้ใดได้อีก การคงอยู่ของเธอไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะรับรู้การคงอยู่นี้ได้ ผีสาวเหมือนถูกตรึงให้หยุดอยู่อย่างนั้นราวกับถูกสะกดไว้ในวังวนของความสับสน ในขณะที่ชายหนุ่มได้สติก่อนจึงรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

ภคพลวิ่งเร็วไม่แพ้คราวก่อนสักนิดจนมาถึงลานจอดรถที่ดูเงียบเชียบ หลอดไฟบริเวณลานจอดรถใช้การไม่ได้หลายดวงทำให้บางมุมดูมืดสลัว เหมือนมีคนจงใจสร้างบรรยากาศวังเวงได้เข้ากับสิ่งที่เขาเพิ่งเจอมาเป็นที่สุด ต่อมความกลัวกระตุ้นให้เขามีแรงวิ่งให้เร็วขึ้นอีกเป็นสองเท่า หวังเพียงว่าผีสาวจะไม่ตามมาปรากฏตัวตรงหน้าเหมือนคราวก่อน สังเกตจากอาการนิ่งงันของเธอทำให้เขานึกสงสารคนเราหากตายไปทั้งที่มีสิ่งต่างๆค้างคาใจมากมายไม่มีทางที่จะไปอย่างสงบได้ แต่อีกใจนั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องมารับรู้แค่ลำพังเรื่องของเขาเองยังจัดการอะไรไม่ได้ ชายหนุ่มก้าวขึ้นรถได้โดยไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆจนเขาโล่งใจรีบเหยียบคันเร่งออกไปจากตึกกิจขจร

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกที่พ้นจากผีสาวมาได้ หลังจากวันนี้เขาจะไม่ไปเหยียบที่ตึกนั้นอีกแม้เชนจะให้คนเป็นสิบมาลากเขาไปทำงานก็ตาม

“เอี๊ยด” เสียงเบรกดังสนั่น

ภคพลเหยียบเบรคแทบมิดเมื่อมองไปที่กระจกมองหลัง คนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดปรากฏตัวนั่งอยู่ที่เบาะท้ายรถอย่างเศร้าซึม

“เธอ…มาได้ยังไงกัน” เสียงเขาเริ่มสั่นทั้งเสียงและตัว

“ไม่รู้สิ แค่คิดว่าอยากเจอคุณ ฉันก็โผล่มาที่นี่” หญิงสาวตอบราวกับมันเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“แล้วทำไมไม่คิดอยากไปเจอคนอื่น คนที่เขารู้จักเธอ จะคิดถึงฉันทำไม” เขาอยากจะบ้าที่มีผีมาคิดถึงและอยากเจอ ขนาดแค่คนที่เขาไม่ชอบเขายังไล่เสียเปิงไปหลายคนแต่กับผีเขาไม่รู้จะจัดการยังไง

“ขอร้องล่ะ อย่าไล่ฉันเลยนะ ตอนนี้มีคุณเท่านั้นที่ฉันจะพูดคุยด้วยได้” หล่อนไม่พูดเปล่าหายตัวย้ายมานั่งข้างๆเขาอย่างอ้อนวอน

หากเป็นคนทั่วไปคนเปิดประตูรถวิ่งหนีไปไกลแล้ว แต่จากประสบการณ์ทำให้ภคพลรู้ว่าเขาไม่มีทางหนีพ้นได้แต่กุมขมับซบหน้าลงกับพวงมาลัยอยากสลบให้รู้แล้วรู้รอดเหมือนคราวก่อนไปเลย

ปรียามองดูคนที่เธอตามมาอย่างเป็นกังวล ท่าทางเขาเหมือนคนที่หัวกำลังจะระเบิด เธออาจจะขอเขามากจนเกินไป

“โอเค ฉันจะไม่ขออะไรคุณมากไปกว่าช่วยให้ฉันรู้ว่าฉันเป็นใครก็พอ ตกลงไหม”

ภคพลค่อยๆเงยหน้าขึ้นจ้องมองผีสาวอย่างชั่งใจ

“แค่นี้คงไม่มากเกินไปใช่ไหม”

หากแค่สืบประวัติว่าเธอเป็นใครไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะยังไงเธอก็เป็นพนักงานบริษัทของแม่เขา เรื่องแค่นี้เขาน่าจะจัดการได้อย่างรวดเร็ว

“แน่ใจนะว่าขอแค่นั้น” ภคพลย้ำ

“แน่ใจ ถ้าฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใครฉันจะไม่ยุ่ง ไม่ปรากฏตัวให้คุณเห็นอีก”

ท่าทางของเธอดูจริงจังกับคำพูดอยู่ไม่น้อย ทำให้เขาเริ่มคลายใจ

“ได้ฉันจะสืบเรื่องของเธอให้”

“จริงๆนะ” ปรียายิ้มกว้างอย่างดีใจจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ

ยามเธอยิ้มไม่ต่างอะไรจากผู้หญิงทั่วไปออกจะน่ารักด้วยซ้ำ แต่ต่อให้น่ารักยังไงหล่อนก็ยังเป็นผีที่น่ากลัวอยู่ดีสำหรับเขา

ชายหนุ่มไม่อยากกลับบ้านเพราะกลัวว่าผีสาวจะตามมาทวงสัญญากับเขาอีกรอบจึงตรงดิ่งมาบ้านคนอื่นยามวิกาล เจตน์เปิดประตูให้ภคพลเข้ามาบ้านอย่างประหลาดใจ

“ลมอะไรหอบมาที่นี่ได้”

“ไม่ใช่ลมคิดถึงแล้วกัน” สีหน้าคนตอบดูบูดบึ้งไม่ได้อยู่ในอาการจะล้อเล่นสักนิด

ชายหนุ่มเข้ามาถึงในบ้านเพื่อน ทิ้งตัวลงที่โซฟาอย่างโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เห็นหน้าเพื่อนย่อมทำให้สบายใจขึ้นอย่างน้อยมีใครสักคนอยู่กับเขาตอนนี้ผีสาวคงไม่กล้าโผล่ออกมา

“ยังไม่ได้เชิญให้นั่งเลย” เจตน์ยังคงอารมณ์ดีล้อเพื่อนอย่างไม่รู้เรื่องอะไร

“เอาอะไรเย็นๆสักแก้วไหมล่ะ” แต่ภคพลส่ายหน้า

“ไม่เอา ฉันแค่อยากหาที่ๆดูปลอดภัยนั่งพักหน่อยเท่านั้น” คำตอบทำเอาอีกฝ่ายชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูตู้เย็นเพื่อบริการแขกผู้มาเยือน

“อะไรของนายวะ ไปเจออันตรายอะไรมาถึงต้องเผ่นมาถึงบ้านฉัน” ปลายเสียงเจือหัวเราะคิดว่าอีกฝ่ายคงกำลังพูดเล่นอยู่

“อย่าบอกนะว่าเจอสาวตามรังควาน นายมันเนื้อหอมนี่หว่า”

‘เนื้อหอมกับผีน่ะสิ’ เขาอยากตะโกนคำนี้ออกไปที่สุด เพราะเขากำลังถูกผีตามจริงๆ แต่หากพูดออกไป นายเจตน์คงหัวเราะขำกลิ้งไปมากกว่านี้

“มีอะไรไม่สบายใจ เล่าสู่กันฟังได้นะเพื่อน”

เจตน์ตบบ่าภคพลอย่างหนักแน่น แม้จะไม่ได้เจอกันเกือบสิบปีแต่เจตน์ยังติดต่อภคพลอย่างสม่ำเสมอ หลายครั้งที่เจตน์ไปเที่ยวหรือสัมมนาที่อเมริกามักไปเยี่ยมเยียนเขาอยู่บ่อยๆ

“นายเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติไหม” ชายหนุ่มพยายามถามอย่างอ้อมๆ

“เหนือธรรมชาติยังไงวะ” เจตน์ทำหน้างงๆ

“อย่างเรื่องผี วิญญาณ”

“อย่าบอกนะว่าแกเจอผี ไอ้พล”

“เปล่า ฉันแค่สงสัย” ชายหนุ่มสะอึกไปชั่วขณะแต่ต้องปฏิเสธไปก่อน

“ห้าสิบห้าสิบ ไม่เชื่อแต่ไม่หลบหลู่” เจตน์ไม่ได้สงสัยอะไรกับคำถามของเพื่อนสักเท่าไหร่จึงตอบไปอย่างที่เขาคิด

“ทำไมต้องไม่เชื่อแต่ไม่หลบหลู่ด้วย เชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อสิ คนเราคิดอะไรครึ่งๆกลางๆแบบนี้ก็เหมือนเดินก้าวไปข้างหน้าก้าวถอยหลังก้าว ไปไม่ถึงไหนสักที”

“โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำนี่หว่า ไอ้ครั้นจะเชื่อก็กลัวโดนหาว่างมงาย แต่จะไม่เชื่อก็ยังกลัวๆอยู่นี่ล่ะคนเรา”

“แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ ผี วิญญาณมีจริง”

“งั้นฉันขออยู่ห่างๆ ไม่ข้องเกี่ยวด้วย แต่เอ…หรือว่าจะขอเลขเด็ดดีล่ะ” เจตน์หัวเราะร่วนอย่างขำขัน แต่ภคพลนั่งนิ่งสีหน้าดูเคร่งเครียดจนเขาไม่กล้าหัวเราะต่อ

ภคพลไม่อยากรบกวนเพื่อนนานนักจึงตัดสินใจกลับบ้าน แม้ในใจจะยังหวั่นๆว่าจะมีสิ่งน่ากลัวตามเขามาถึงที่บ้าน แต่พยายามปลอบใจตัวเองว่า ผีสาวได้รับคำสัญญาไปแล้วคงไม่ตามรังควานเขาอีกพักใหญ่

เมื่อกลับมาถึงบ้านอย่างสะดวกไม่มีอะไรที่ทำให้เขาต้องขนลุกขนพองอีก แต่ชายหนุ่มไม่อาจทิ้งตัวลงนอนได้อย่างสบายใจ สิ่งที่เขาเผชิญอยู่มันไม่ใช่เรื่องปกติที่มนุษย์ทั่วไปควรจะเจอ เขาไม่รู้ว่าหากช่วยเหลือผีสาวแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับเขาอีก คืนนั้นภคพลหลับไปตอนไหนไม่รู้ กว่าเขาจะลืมตานาฬิกาชี้บอกเวลาเกือบแปดโมงเช้า ทำเอาเขาต้องรีบลุกจากเตียง แต่เมื่อนึกไว้ว่าเขาไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องรีบร้อนจึงทิ้งตัวกลับไปที่เตียงอีกครั้ง ชายหนุ่มอยากนอนเอกเขนกแบบนี้ไปอีกสักพัก

จู่ๆนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับผีสาวเมื่อวานเขาจึงต้องกระเด้งตัวลุกขึ้น

“จะให้ช่วยผีงั้นเหรอ จะเป็นไปได้ยังไง” ภคพลรำพึงกับตัวเอง

ชายหนุ่มกลับไปที่วัดอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นการนั่งทำใจให้สงบต่อหน้าพระประธานในอุโบสถทำให้ความรู้สึกร้อนๆหนาวๆในใจดีขึ้น บางทีเขาอาจจะไปขอของดีจากเจ้าอาวาสสักอย่างมาติดตัวไว้ น่าจะช่วยให้ผีสาวเข้าใกล้เขาไม่ได้อีก เท่านี้น่าจะหมดเรื่องเสียที ขณะที่ชายหนุ่มกำลังพอใจกับความคิด กลับต้องสะดุ้งโหยงเพราะมีมือข้างหนึ่งมาจับไหล่เขาเอาไว้แน่น ดีว่าเขาตั้งสติไว้ไม่ร้องโวยวายออกมา เมื่อหันไปเห็นว่าคนที่จับไหล่เขาคือชายแก่ที่เคยทักเขาเมื่อวันก่อน

“ว่าไงพ่อหนุ่มมาวัดอีกแล้วนะ”

“ครับ” เขาไม่รู้จะตอบอะไรมากกว่ารับคำไปอย่างนั้น

“เจอกันหรือยังล่ะ” ชายชราถามขึ้น

“เจอใครครับ” คำถามของชายแก่ทำเอาเขางุนงงไปชั่วขณะ

“เด็กผู้หญิงที่เคยช่วยเธอที่สระบัวไง”

“ผมจะไปเจอเธอได้ยังไงกันครับ”

“แล้วกันเห็นกลับมาที่นี่อีก นึกว่าได้เจอกันแล้ว หรือว่าจะไม่มีวาสนาต่อกันจริงๆ” ชายชราส่ายหน้าอย่างเสียดาย

“หมายความว่ายังไงครับ เด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่นี่เหรอครับ”

“บางทีเธออาจจะเจอเขาแล้วแต่ไม่รู้ก็ได้” ชายชรางึมงำกับตัวเองก่อนจะหิ้วถังใส่ดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งออกไป ภคพลไม่ยอมให้คำพูดของชายแก่ทำให้เขาต้องข้องใจจนต้องเดินตามออกไปหน้าอุโบสถ

“เดี๋ยวสิครับ ผมว่าลุงบอกผมมาเลยดีกว่าว่าผมจะเจอเด็กผู้หญิงคนนั้นได้ที่ไหน”

“เธออยากเจอเขาใช่ไหม”

“อย่างน้อยได้พูดขอบคุณกันก็ยังดีไม่ใช่เหรอครับ” ชายชราพยักหน้าเหมือนเห็นด้วย

“แต่เขาจะรับรู้หรือเปล่าไม่รู้นะ”

ภคพลเดินตามหลังชายชราไปทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยกับคำพูดกำกวมของคนที่นำทาง ชายหนุ่มมองตามข้างทางที่เดินไปรู้สึกคุ้นตา กว่าชายหนุ่มจะรู้ตัวชายชราพาเขามาที่บริเวณที่เก็บอัฐิคนตายและชี้ไปที่ช่องเก็บกระดูกช่องหนึ่ง

“ผู้หญิงคนนี้ไง ที่เคยช่วยเธอไว้” ภาพถ่ายที่ติดอยู่ที่ช่องเก็บกระดูกทำให้ภคพลถึงกับขนลุกชัน

“เด็กคนนี้ชอบมาที่นี่บ่อยๆ ไม่น่าอายุสั้นเลย เขาเคยพูดกับฉันนะว่าอยากเจอเด็กผู้ชายที่เขาเคยช่วยไว้อีกสักครั้ง ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังเป็นอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า” พอพูดจบ ชายชราเดินหิ้วถังออกไป ปล่อยให้เขายืนอยู่ที่นั่นตามลำพัง

ชายหนุ่มจ้องมองเจ้าของที่เก็บกระดูกช่องนั้น จากความหวาดกลัวกลายเป็นเห็นใจ ผีสาวที่คอยตามให้เขาช่วยเหลือ กลับกลายเป็นเด็กสาวที่เคยช่วยชีวิตของเอาไว้เมื่อวัยเด็ก หรือสวรรค์จะสั่งให้เขาช่วยเหลือเธอเพื่อเป็นการตอบแทนที่เธอเคยช่วยเขามาก่อน

“ปรียา” ชื่อที่เขาต้องจดจำไว้ เพื่อค้นหาว่าเธอคือใคร

การตรวจหาข้อมูลพนักงานบริษัทไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับผู้บริหารอย่างภคพล แค่เปิดคอมพิวเตอร์ที่บริษัทเปิดหาประวัติของปรียาไม่ใช่เรื่องยาก ไม่นานก็ได้ประวัติของเธอมาอยู่ในมือ

“นางสาวปรียา เวระการุณเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและฝึกอบรม อายุ 24 ปี เป็นผู้จัดการตั้งแต่อายุแค่นี้เองเหรอ”

ภคพลประหลาดใจไม่น้อย หากไม่ใช่เด็กเส้นหรือลูกท่านหลานเธอมาจากไหนคงไม่มีใครอยู่ตำแหน่งนี้ด้วยอายุเท่าปรียา อย่างตัวเขาเองถ้าไม่ใช่ลูกชายเจ้าของบริษัท ตอนนี้คงเป็นได้แค่พนักงานธรรมดาๆทั่วไป

“ประวัติฉันสินะ”

เจ้าของเรื่องโผล่มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงเหมือนทุกครั้งทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งโหยง

“เธอจะทำให้ฉันหัวใจวายตายหรือไง” เขาอยากเอาแฟ้มเคาะหัวคนที่ทำให้ตกใจ แต่ถึงทำไปเธอคงไม่เจ็บเพราะไม่สามารถสัมผัสกันได้

“แดดเปรี้ยงแบบนี้ ทำไมเธอยังโผล่มาได้อีกเหรอ” คราวนี้เธอเล่นโผล่มาเวลากลางวันแสกๆจนเขาเริ่มสงสัย

“ฉันอยู่ที่นี่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย เย็น แต่ไม่มีใครเห็นฉันเอง มีแต่คุณนี่แหละ”

“ไม่เคยได้ยินว่าผีโผล่มากลางวันได้”

ชายหนุ่มแอบคิด ตามทฤษฎีที่เขาได้ยินมามันควรจะเป็นอย่างนั้น

“ฉันก็ไม่เคยได้ยิน เพิ่งจะรู้ตอนที่ตายแล้วนี่แหละ ไว้คุณตายเมื่อไหร่คุณก็จะรู้”ภคพลสะอึกไปเล็กน้อย

หากคนเรายังไม่ตายคงไม่อาจรู้ได้ว่าชีวิตหลังความตายมันเป็นยังไง สิ่งที่เรารับรู้เพียงคำบอกเล่าตกทอดกันมาอีกที

“เอาไปดูซะประวัติของเธอ ทีนี้เธอจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร จะได้หมดหน้าที่ฉันสักที” ภคพลเลื่อนเอกสารไปตรงหน้าผีสาวอย่างเปลี่ยนเรื่อง ปรียามองดูชื่อและประวัติของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

“ฉันเป็นถึงผู้จัดการเชียวเหรอ แสดงว่าฉันคงเก่งมาก” อย่าว่าแต่ปรียาที่แปลกใจ เขาเองที่เห็นตำแหน่งของหญิงสาวเป็นถึงผู้จัดการทั้งที่อายุยังไม่มากนักก็อดทึ่งไม่ได้

“อาจจะฟลุคก็ได้” ชายหนุ่มอดรีบตีกันไม่ได้ เขาไม่อยากเห็นเธอทำเหลิงใส่

“ฉันรู้หรอกน่ายังไงก็สู้ลูกชายเจ้าของบริษัทไม่ได้หรอก” ผีสาวเบ้ปากที่ถูกข่ม

ภคพลไล่ประวัติปรียาดู เธอก้าวหน้าเร็วมากหลังเรียนจบจากเด็กฝึกงานขายเครื่องสำอางที่เคาท์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า ไม่กี่เดือนก็ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำและก้าวเป็นหัวหน้าคุมเคาท์เตอร์ภายในหนึ่งปี หลังจากนั้นเธอถูกโยกมาช่วยเรื่องการฝึกอบรมพนักงานขายและเป็นผู้จัดการแผนกอบรมและพัฒนา

“ประวัติแค่นี้ไม่ได้ทำให้ฉันรู้จักตัวเองมากไปกว่าที่รู้อยู่ทุกวันนี้หรอกนะ”

“หมายความว่ายังไงเธอจะผิดสัญญาเหรอ” เขาเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี หากเกิดผีสาวไม่รักษาสัญญาขึ้นมา

“การรับรู้ กับการจำได้มันไม่เหมือนกันนะคุณ การอยู่กับความมืดบอดของความทรงจำมันทรมานแค่ไหนคุณไม่รู้หรอก ยิ่งฉันไม่สามารถพูดคุยหรือติดต่อกับใครได้ไม่ต่างกับการอยู่คนเดียวในโลกนี้”

น้ำเสียงและแววตาที่เศร้าหมอง เริ่มทำให้เขาหวั่นไหว ให้นึกถึงวันที่เขานั่งโดดเดี่ยวอยู่ในบ้านอยากพูดคุยกับแม่ แต่แม่เดินหนีเขาเพื่อไปทำงาน

“ฉันรู้ฉันทำให้คุณต้องยุ่งยาก” น้ำตาของหล่อนเริ่มเอ่อล้น

ความรู้สึกเดียวดายที่ไม่มีใคร เขารู้ซึ้งถึงมันดี หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าแม้เธอจะเป็นผีแต่ความรู้สึกของเธอตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับที่เขาเคยรู้สึกมาก่อน มันทำให้เขายอมอ่อนลง

“ก็ได้ๆ ฉันจะพยายามช่วยให้เธอจำเรื่องของตัวเองให้ได้ แต่แค่นี้เท่านั้นนะ” ชายหนุ่มพยายามพูดให้เหมือนการตัดรำคาญ

เขาไม่อยากให้เธอรู้ว่าเขากำลังใจอ่อนกลัวเธอเรียกร้องอะไรที่มากกว่าที่สัญญากันเอาไว้

“ขอบคุณ” สีหน้าที่เศร้าหมองของปรียาเริ่มคลายลง

แต่ภายในใจเธอรู้ดียังไงเสียน้ำตาของผู้หญิงมักใช้ได้ผลเสมอ ดูๆไปเขาก็เป็นคนดีไม่น้อยเพราะถ้าเป็นเธอคงรีบหาหมอผีมาจับวิญญาณที่คอยรังควานใส่หม้อทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้ว หรือบางทีเขาอาจะลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปก็เป็นได้

“ฉันเคยเจอแม่กับน้องสาวเธอครั้งนึง” ความจริงเขาอยากบอกปรียาตั้งแต่เมื่อวานแต่ด้วยความกลัวเรื่องจะยืดยาวจึงปิดเอาไว้

“แม่กับน้องสาวเหรอ” ผีสาวชะงักไป

“ฉันมีแม่แล้วก็น้องสาว…” ท่าทางของเธอราวกับพยายามทบทวนถึงสิ่งที่หายไปจากสมอง

“จำอะไรได้บ้างไหม”

เธอเพิ่งรับรู้ว่าตัวเองยังมีญาติพี่น้องอยู่บนโลกใบนี้ ความมืดที่ปกคลุมความทรงจำเหมือนจะมีแสงร่ำไรให้เธอเห็น ชายหนุ่มจ้องรอลุ้นฟังคำตอบ

สุดท้ายผีสาวได้แต่ส่ายหน้า

“จำอะไรไม่ได้เลยงั้นเหรอ” ชายหนุ่มพิงพนักเก้าอี้อย่างเซ็งๆ

“ฉันนึกไม่ออกนี่” ปรียาพยายามค้นหาความทรงจำเกี่ยวกับคนทั้งคู่แต่พบเพียงความว่างเปล่า

“คุณพูดมาแค่นี้ ฉันจะไปจำอะไรได้ยังไง” ภคพลพอเข้าใจ ข้อมูลเพียงน้อยนิดคงไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้

“ถ้าเธอได้กลับไปเจอพวกเขา อาจจะจำอะไรได้บ้าง” นึกได้อย่างนั้นเขารีบดูใบประวัติของของปรียาเพื่อหาที่อยู่ของเธอ

ดูจากแฟ้มประวัติบ้านของผีสาวอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขา

“บ้านเธอไม่น่าจะหายาก”

“เราไปกันตอนนี้เลยนะ” ใบหน้ากระตือรือร้นของผีสาวทำให้เขากลุ้มที่ต้องคอยตอบสนองความต้องการปัจจุบันทันด่วนของเธอ

“จะใจร้อนไปไหนกัน”

“ถ้าเป็นคุณล่ะ คุณจะไม่อยากเจอแม่เจอครอบครัวตัวเองหรือไง”

คำว่าครอบครัวทำให้ภคพลนิ่งงันไปชั่วขณะ ตั้งแต่โตมาเขาแทบลืมคำๆนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ

Advertisements

สื่อรักสองดวงใจ บทที่2

มาตรฐาน

บทที่ 2

เชนคว้ากระเป๋าและเสื้อนอกรีบออกจากห้องทำงานเพราะนึกได้ว่าต้องไปงานเลี้ยงสังสรรค์ของลูกค้าที่สนใจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายแอลเอคอสเมติกในต่างประเทศแถบเอเชียตะวันออก เขาไม่อยากพลาดงานสำคัญแบบนี้เพราะธุรกิจเครื่องสำอางกำลังมีคู่แข่งทั้งภายในและต่างประเทศที่ผุดแบรนต่างๆขึ้นมากมาย เขาตรงดิ่งมาที่ลานจอดรถอย่างเร่งรีบ นึกโทษตัวเองที่มัวแต่ตรวจดูเอกสารของราเมษอีกครั้งจนเกือบลืมเวลานัดหมายแม้ ยิ่งการจราจรในกรุงเทพฯช่วงหลังเลิกงานแบบนี้ยิ่งทำให้เขากังวล

แต่ไม่ทันจะเดินถึงรถของตัวเอง เชนเหลือบไปเห็นรถของหลานชายยังคงอยู่ที่จอดวีไอพีชั้นเดียวกัน

“รถพลนี่ ยังไม่ได้กลับไปหรอกรึ” เชนแปลกใจ

ชายหนุ่มไม่ได้ไปไหนจากตึกขจรกิจแต่กลับหายตัวเงียบไป เขาไปอยู่ที่ไหนกัน แม้หลายชายจะไม่ใช่เด็กเล็กๆ แต่ความไม่คุ้นเคยกับสถานที่ทำให้เชนรู้สึกเป็นกังวล

“จะมีอะไรหรือเปล่านะ จริงสิ”

เชนรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาหลานชายเพื่อความสบายใจว่าเขาไม่มีปัญหาอะไร

 

ยังไม่ทันที่หญิงสาวหน้าซีดขาวตรงหน้าจะตอบอะไร เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของภคพลดังขึ้น เขาเดินเลี่ยงหญิงสาวไปเพียงสองก้าวเพื่อรับสาย

“คุณลุงเหรอครับ ครับผมยังไม่ได้ออกไป กำลังจะกลับพอดี…”

ภคพลไม่แน่ใจว่าควรจะบอกเรื่องที่เขามาเตร็ดเตร่อยู่บนดาดฟ้าจนเจอพนักงานของบริษัทดีหรือไม่ แต่เมื่อหันไปมองที่พนักงานสาวเพื่อตัดสินใจ โทรศัพท์แทบหลุดจากมือ

ภาพเบื้องหน้าคือความว่างเปล่า คนที่เขาคุยด้วยหายไป ดาดฟ้าโล่งกว้างแบบนี้ไม่มีที่ให้หลบซ่อนตัวยกเว้นถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ปลายสุดดาดฟ้าซึ่งไม่มีทางที่ผู้หญิงคนนั้นจะวิ่งไปซ่อนเพื่อแกล้งเขาในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ อากาศตอนนี้ไม่ได้ร้อนแต่เหงื่อเขาผุดขึ้นมาอีกครั้ง สัญชาตญาณสั่งให้เขาเผ่นออกไปจากตรงนั้นทันที ภคพลไม่รู้ตัวว่าเขาเดินเร็วแค่ไหนเพื่อให้ไปถึงที่จอดรถ หากทำได้เขาคงทำตัวเป็นนักวิ่งร้อยเมตรจากดาดฟ้าจนมาถึงลานจอดรถไปแล้ว

“นี่มันบ้าอะไรกัน” เขาได้แต่สบถอยู่ในใจ

มาบริษัทวันแรกเขาก็เจอดีอย่างที่ใครๆพากันล่ำลือแถมมาเจอตอนที่ฟ้ายังไม่มืดด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้เขาปรามาสและขบขันกับวงสนทนาที่ได้ยิน แต่ตอนนี้เขากลับเจอมันเสียเอง แถมยังพูดคุยกับผีอย่างไม่รู้ตัวอีกต่างหาก เขาไม่ได้ฝันหรือฟั่นเฟือน ชายหนุ่มพยายามถามตัวเองหลายครั้งว่าเขาสติครบถ้วนดีตอนที่ยืนคุยกับผู้หญิงคนนั้น และคำตอบคือการพาตัวเองมาที่ลานจอดรถอย่างรวดเร็ว

“อย่าเพิ่งไปสิคะ”

ภคพลแทบผงะ คนที่เรียกเขาคือผู้หญิงที่เขายืนคุยด้วยที่ดาดฟ้า เธอที่ทำให้เขาต้องรีบไปจากที่นี่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ชายหนุ่มรีบหลับตาหันหลังกลับ เขาพยายามสวดมนต์บทอะไรก็ได้ที่พอจะนึกออกตอนนี้ เขาไม่ได้คิดจะไล่ผีแต่เรียกสติของตัวเองไม่ให้เตลิดไปไกล ชายหนุ่มบอกตัวเองว่าถ้าเขาลืมตาขึ้น ผู้หญิงคนนั้นจะหายไป เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่เธอยังยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า

“นี่เป็นครั้งแรกนะคะที่มีคนเห็นฉันและคุยกับฉัน” น้ำเสียงของเธอตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัดโดยลืมสนใจอากัปกริยาของอีกฝ่ายที่ยืนนิ่งอยู่ในอาการช็อก อยู่อย่างนั้น

“คุณคะ”

ไม่ทันที่หญิงสาวจะได้พูดอะไรต่อ คนที่มองเห็นเธอล้มลงหมดสติไปกับพื้น

ปรียาได้แต่จ้องมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติอย่างถอนใจ หกเดือนแล้วที่เธอไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับใครได้ แม้พยายามทุกวิถีทางแต่ผลที่ได้รับมีเพียงความหวาดกลัวทั้งที่เห็นเธอเพียงเงาจางๆบางเบา แม้แต่เสียงที่ตะโกนก้องพวกเขาเหล่านั้นกลับไม่ได้ยิน แถมยังนิมนต์พระมาสวดไล่เธอเสียอีก แต่เธอไปไหนไม่ได้เพราะมีหลายอย่างที่ยังติดค้างในใจ แต่ชายคนนั้นพูดจาทักทายกับเธอราวกับว่าเธอไม่ได้ผิดแปลกอะไรไปจากเขา ความหวังของเธอถูกเขาจุดประกายขึ้น เขาเท่านั้นคือคนที่จะช่วยเหลือเธอได้ แต่แล้วคนที่อยากพึ่งพาถูกหามออกไปเสียแล้ว

 

แสงแดดยามเช้าแยงตาจนเขาต้องผุดลุกขึ้นจากเตียง แม้จะรู้สึกเจ็บระบมที่หัวและหลังจากการฟาดลงไปกับพื้น แต่โชคดีที่เขาเป็นคนหัวแข็งจึงไม่ถึงขั้นต้องเย็บแผลกัน แต่เหตุการณ์เมื่อวานยังทำให้เขาตื่นตระหนกไม่หายจนต้องถูหน้าไปมาเรียกสติตัวเองอีกครั้ง

โชคดีที่ยามแถวนั้นเดินมาเห็นเขานอนอยู่จึงพาเขาส่งโรงพยาบาล เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเขาเกือบโวยวายเพราะใบหน้านางพยาบาลที่กำลังจ้องอยู่พาลให้เขาตกใจคิดว่าผู้หญิงคนนั้นยังวนเวียนไม่ห่าง ดีที่ตั้งสติทันก่อนจะถูกฉีดยาระงับประสาทเพื่อให้สงบลง เขาไม่รู้จะตอบคำถามหมอและพยาบาลอย่างไรกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาหมดสติไป

จะให้บอกว่าเจอผี ใครที่ไหนจะเชื่อ ดีไม่ดีเขาได้กลายเป็นตัวตลกไปเสียอีกหนักกว่านั้นอาจถูกส่งไปหาจิตแพทย์เพื่อทำการบำบัดให้เลยเถิดไปไกล ในที่สุดก็หาคำแก้ตัวง่ายๆว่ารู้สึกเวียนศีรษะและหน้ามืด อะไรๆก็กลายเป็นเรื่องง่ายไปหมด

เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางไว้ข้างเตียงดังขึ้น

ภคพลสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนคนขวัญหาย เขารีบเรียกสติสตางค์กลับมาให้เร็วที่สุดรับโทรศัพท์ของเชนที่โทรเข้ามา ลุงเขาเพิ่งรู้เรื่องที่เขาหมดสติไปจากยาม น้ำเสียงของเชนดูตกอกตกใจอยู่ไม่น้อย

“หมอว่ายังไงบ้างพล ทำไมถึงหมดสติไปได้”

“อ่อนเพลียเกินไปน่ะครับ” เขาอ้างไปเรื่อยถึงเรื่องการเดินทางที่ยาวนานและการปรับตัวกับเวลาที่ไม่คุ้นชิน

“ลุงไม่ได้บอกแม่ใช่ไหมครับ”

“ไม่ได้บอก ลุงไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ”

เหตุการณ์วันนี้ทำให้ชายหนุ่มคิดว่าลุงคงไม่โทรมารบเร้าให้เขาไปทำงานไปอีกหลายวัน เขาจะถือโอกาสนี้ไม่เหยียบย่างไปที่ตึกกิจขจรอีก นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานเขายังขนลุกไม่หาย เขาไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางแต่เมื่อเจอกับตัวเขาไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามันไม่ใช่ความจริง เมื่อเจอเรื่องแบบนี้สิ่งที่จะทำให้เขาสบายใจขึ้นคงหนีไม่พ้นการไปวัด คิดได้อย่างนั้นเขารีบลุกจากเตียง

ชายหนุ่มจำได้ว่าแถวบ้านเขามีวัดเล็กๆอยู่ไม่ไกลเมื่อครั้งที่หายออกไปจากบ้านเขาเคยไปเตร็ดเตร่ที่วัดแห่งนั้นสองสามครั้งและมีความทรงจำบางอย่างที่เขาไม่อาจลืมได้ที่นั่นเช่นกัน แต่ไม่ทันจะได้ก้าวออกจากบ้านราเมษโผล่มาหาเสียก่อน

“อ้าวจะไปไหนล่ะพล ไหนว่ายังไม่หายดี”

เชนสั่งให้ราเมษมาดูภคพลเพราะกลัวว่าเขาจะอาการหนักและไม่มีใครดูแล เขาจึงต้องทิ้งงานมาแต่กลับพบว่าคนป่วยแต่งตัวอย่างดีเตรียมจะออกไปนอกบ้านไม่มีวี่แววของคนป่วยสักนิด

ภคพลยืนคิดหาคำตอบอยู่พักใหญ่จะแก้ตัวยังไงไม่ให้คนฉลาดอย่างราเมษจับได้สุดท้ายเขาเลือกที่จะพูดความจริงแทน

“จะไปวัด”

“นายเนี่ยะนะจะไปวัด” ราเมษเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจกับคำตอบของภคพล

“ไม่ต้องถามมากจะได้ไหม ผมรีบ”

เขาใช้วิธีตัดบทง่ายๆอย่างที่เคยทำเพราะไม่อยากอยู่สนทนาให้ตัวเองต้องเผลอพูดอะไรออกไป

ภคพลขึ้นรถได้รีบบึ่งออกไป ในใจนึกเบื่อญาติผู้พี่ตั้งแต่ครั้งที่เขาไปเรียนต่อที่อเมริกาแล้วต้องมาพักอยู่กับราเมษที่มาเรียนก่อนเขาในช่วงแรก ด้วยภาพของราเมษเป็นคนตั้งใจจนเกิดเหตุมันทำให้ภคพลรู้สึกว่าตัวเองดูไม่เอาไหน ความช่างสังเกตของราเมษอีกอย่างที่ทำให้ภคพลไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้ ไม่ว่าเขาจะโดดเรียนหนีเที่ยวหรือไปทำอะไร ราเมษมักจะรู้ทันและหลอกถามจนเขาต้องคลายความจริงออกมา เมื่อแยกที่พักอยู่ตามลำพังได้เขารู้สึกโล่งใจ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานร่วมกันอีก ภคพลคิดแต่เรื่องของราเมษจนเลี้ยวรถเข้ามายังบริเวณวัดอย่างไม่รู้ตัว

บรรยากาศโปร่งโล่งของวัดเล็กๆในความทรงจำของภคพลกลายเป็นวัดที่ดูใหญ่โตขึ้นมีอุโบสถหลังใหม่และกุฏิรายรอบ สระบัวกว้างที่เขาเคยตกลงไปและเกือบเอาชีวิตไม่รอดยังคงอยู่ แต่ต้นไม้ใหญ่หลายต้นหายไปเพื่อทำเป็นพื้นที่เก็บอัฐิเรียงราย ภคพลเห็นรูปคนตายที่ติดอยู่ตามช่องเก็บอัฐิรอบๆให้ขนลุกขึ้นมา ภาพเหตุการณ์เมื่อวานตามมาหลอกหลอนจนเขาต้องรีบเดินหนีออกไปจากบริเวณนั้น

ความทรงจำในอดีตทำให้เขาต้องยืนมองน้ำขุ่นไปด้วยโคลน ฤดูร้อนทำให้บัวในสระดูเหี่ยวแห้ง ก้านดอกที่ควรชูช่อกลับหงิกงอโน้มลงแทบสัมผัสกับน้ำ กลีบดอกสีขาวและชมพูโดนแซมไปด้วยสีน้ำตาลของความเหี่ยวเฉาผิดไปจากวันนั้น ในฤดูฝนที่น้ำปริ่มสระ ดอกบัวสีสวยเริ่มผลิบานจนเห็นเกสรสีเหลืองนวลเชิญชวนให้หมู่แมลงมาดอมดม จนเด็กชายอย่างเขาอยากเอื้อมมือไปเด็ดมา แต่แขนที่ไม่สามารถเหยียดไปถึงทำให้เขาต้องถลาตกน้ำอย่างไม่ตั้งใจ

สระนี้ลึกกว่าที่มองเห็นทำให้ขาของเขาไม่อาจสัมผัสแม้แต่โคลนที่ก้นสระ

“ช่วยด้วย” เด็กชายพยายามตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำอย่างคนว่ายน้ำไม่เป็น

ก่อนที่เขาจะจมมิดหายไปในสระ ได้ยินเสียงน้ำกระแทกตูมใหญ่ มือข้างหนึ่งตรงเข้ามาจับคอเสื้อเขาไว้และลากเขาเข้าหาขอบสระอย่างรวดเร็ว

เสียงผู้คนโหวกเหวกตามมา แต่ตอนนั้นเขากำลังจะไม่เหลือสติ จับใจความไม่ได้ว่าใครพูดอะไรกันบ้าง มีเพียงแสงสว่างลางเลือนที่ส่องเข้ามาในดวงตาทำให้เห็นดวงหน้าของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ดูเปียกปอนกำลังถลึงตามองเขาอย่างไม่พอใจ

“ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วยังไปอยู่ใกล้สระบัวอีก โง่หรือเปล่า”

ตอนนั้นเขาไม่ได้ตอบโต้อะไรออกไป เพราะรู้สึกผะอืดผะอมจนสำรอกน้ำในท้องออกมา พลเมืองดีพาเขาส่งโรงพยาบาลและแม่ของเขาก็มาถึงอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างรวดเร็วจนลืมไปว่ามีใครคนหนึ่งที่ช่วยเขาไว้ ในตอนนั้นเขาอยากกลับมาที่นี่ อยากขอบคุณเด็กผู้หญิงคนนั้นที่ช่วยเขาไว้แต่เขาไม่มีโอกาสที่จะได้ทำเช่นนั้น

ลมเย็นวูบหนึ่งพัดมาทำให้เขาได้สติ

‘นี่ไม่ใช่เวลามารำลึกความหลังวัยเด็กสักหน่อย’

“มาทำอะไรตรงนี้น่ะคุณ” เสียงชายชราดังมากจากด้านหลังทำเอาภคพลต้องสะดุ้ง

“ผมมาไหว้พระ”

“ไหว้พระก็ไปที่โบถส์สิ ยืนเหม่อแบบนั้นเดี๋ยวก็ตกน้ำตกท่ากันไปพอดี คราวนี้ไม่มีใครมาช่วยหรอกนะ” ชายชราถือไม้กวาดจะเดินออกไป

“ลุงพูดเหมือนรู้ว่าผมเคยตกไปในสระบัวนั่น”

“รู้สิ” ชายชราหันมายิ้มกว้างจนเห็นฟังสีเหลืองเข้มที่แหว่งหายไปหลายซี่

“ลุงรู้ได้ไง”

“เห็นแก่แบบนี้แต่ลุงจำคนแม่นนะ”

“แต่ตอนนั้นมันตั้งสิบกว่าปีแล้วนะลุง หน้าตาผมไม่เปลี่ยนไปบ้างหรือไง”

“เป็นสิบปีก็จำได้ ตาเศร้าๆ จมูกโด่ง คิ้วตรง โหวงเฮ้งแบบนี้มีไม่กี่คนหรอก” ชายชราหัวเราะหึๆในลำคอ

ท่าทางการพูดจาของชราแม้ดูไม่น่าเชื่อถือแต่มันเป็นความจริงทุกอย่าง

“ถ้าอย่างนั้นลุงจำเด็กผู้หญิงที่ช่วยผมได้ด้วยสิครับ” ภคพลอดไม่ได้ที่จะถามเธอคนนั้นถ้าชายชราจำเขาได้ ก็ต้องจำเด็กหญิงคนนั้นได้เช่นกัน

“จำได้ เด็กคนนั้นถักผมเปียสองข้างปากร้ายน่าดูเชียว”

“ใช่ๆ แล้วตอนนี้เขา…”

“ถ้าทำบุญร่วมกันมาก็ได้เจอกันเองล่ะพ่อหนุ่มเอ๊ย” รอยยิ้มบนใบหน้าชายชราหุบหายพร้อมส่ายหน้าช้าๆเดินออกไป

ทำเอาภคพลได้แต่ยืนงงกับคำตอบนั้น

ชายหนุ่มก้มลงกราบพระประธานพลางตั้งจิตแม้ช่วงนี้ดวงของเขาจะตกต่ำสักแค่ไหนขออย่าได้พบเจอกับผีสาวตนนั้นอีกเลย คนที่มีชีวิตแสนจะธรรมดาอย่างเขาไม่ได้นึกสนุกที่จะต้องมาเผชิญกับเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้แบบนี้ ถ้าผีสาวต้องการอะไรเขาจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เธอ เมื่อได้ระบายสิ่งในใจออกไปกับพระประธานจนหมดภคพลจึงก้มลงกราบพระ แต่เงยหน้าจากการก้มกราบครั้งสุดท้ายเขาถึงกับสะดุ้งสุดตัวที่มีหญิงสาวคนหนึ่งมานั่งอยู่ข้างๆ

“เฮ้ย” ภคพลกระเด้งตัวออกห่างจากหญิงสาวคนนั้น

มองเพียงหางตาเธอช่างคล้ายกับผีสาวที่เขาเห็น แต่เมื่อตั้งสติพิจารณาดีๆกลับไม่ใช่แต่มีส่วนคล้ายกันอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะดวงตากลมโตคู่นั้น และผมสีดำเป็นเงาที่ไม่ได้ถูกปล่อยสยายแต่มัดรวมเป็นหางม้ายาวอยู่ด้านหลัง ผิดกันที่ริมฝีปากได้รูปแต่ไม่บางเหยียดอย่างที่เขาเห็น

“บ้าหรือเปล่า”

สีหน้าหญิงสาวที่นั่งพับเพียบอยู่ข้างๆบ่งบอกถึงความไม่พอใจที่เขาถอยห่างราวกับเธอเป็นโรคติดต่อ

“อ้าวคุณเรื่องอะไรมาว่าผมบ้า”

ภคพลรู้ตัวว่าเขาทำกริยาที่ดูไม่ดีนัก แต่ถ้าต้องโดนหาว่าบ้าเขาก็นึกไม่ยอมขึ้นมาเหมือนกัน

“คนดีๆที่ไหนจะทำท่าแบบนายล่ะ คนเขาจะไหว้พระมาเสียงดังโวยวายใส่คนอื่น หัดมีมารยาทเสียบ้างสิ นี่วัดนะไม่ใช่ลานคอนเสิร์ต” น้ำเสียงหญิงสาวเหมือนคนอารมณ์บูดเก็บกดมานานที่ได้จังหวะทิ้งระเบิดใส่ใครสักคนเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ

“ผมจะทำอะไรไม่เกี่ยวกับคุณ”

ภคพลเองแทบจะหมดความอดทนเพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครด่าใส่เขาเป็นชุดขนาดนี้มาก่อน

“นี่วัดนายหรือไงถึงอยากจะทำอะไรก็ทำได้”

ภคพลอ้าปากจะเถียงต่อแต่เมื่อเหลือบไปเห็นหญิงกลางคนท่าทางอ่อนโยนแต่ดวงตาดูเศร้าโศกเหมือนเพิ่งผ่านเรื่องระทมทุกข์มา เธอสะกิดปรามหญิงสาวที่กำลังว่าเขาปาวๆให้หยุด

“ไม่เอาน่ะปลา ไปได้แล้วลูก”

หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าปลาลุกเดินออกไปพร้อมมารดาอย่างเชื่อฟัง แต่ไม่วายยังหันมามองเขาทำหน้าคว่ำตาโปนใส่ชายหนุ่มได้แต่ถอนใจเกือบมีเรื่องกับผู้หญิงเสียแล้วทั้งที่ตั้งใจมาทำบุญ

 

ปาวรีเดินออกมาจากอุโบสถพร้อมมารดาอย่างหงุดหงิดที่มีคนมาทำท่าบ้าบอใส่ทั้งที่ดูไปหน้าตาออกดี ดูคมเข้มกว่าพวกดารานักร้องทั่วไปด้วยซ้ำแต่คนสมัยนี้ใช่ว่าจะเอาหน้าตามาตัดสินได้

“แม่จะห้ามทำไม คนแบบนี้ต้องด่าเสียให้เข็ด มาเฮ้ย ฮ้ายเสียงดังใส่แล้วยังจะเถียงอีก”

“เขายังไม่ทันทำอะไรสักหน่อย พักนี้แม่ว่าเราดูอารมณ์เสียบ่อยเหลือเกิน” พิศสังเกตลูกสาวคนรองมาหลายครั้ง

อาจจะจริงอย่างแม่เธอว่าช่วงนี้ปาวรีอารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลยเพราะวศินคนรักของเธอหายเงียบไปตั้งแต่งานเผาของพี่สาวเธอ แต่ปาวรีไม่เคยเอ่ยปากให้แม่ได้ฟัง

“ไม่มีอะไรหรอกแม่ เห็นคนบ้าเลยอารมณ์เสียไปหน่อย”

“ไหว้พระแล้วไปหาพี่เขาสักหน่อยแล้วกัน” พิศตัดบทเดินนำลูกสาวไปยังช่องเก็บอัฐิของลูกสาวคนโต

ดอกไม้ที่วางไว้ยังไม่โรยมีเพียงรอยช้ำเพียงเล็กน้อยเพราะเธอเพิ่งนำมาไว้เมื่อวาน หากทำได้เธออยากจะมาที่นี่ทุกวัน เธออยากทำอะไรเล็กๆน้อยๆอย่างการนำดอกไม้ที่ลูกชอบมาวางไว้ให้

“ปีคงอยู่ที่นี่อย่างสงบ เขาชอบมาคลุกอยู่ที่วัดนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว” พิศหยิบผ้าจากกระเป๋ามาเช็ดถู ปัดทำความสะอาดช่องเก็บอัฐิไม่ให้สกปรก

“แม่จะเช็ดทำไม มันไม่ได้สกปรกสักหน่อย”

“เราก็รู้นี่ พี่เขารักสะอาด เห็นฝุ่นนิดนึงก็บ่นแล้ว”

“แต่พี่ปีเขาไม่อยู่แล้ว…” คำนั้นแทบกลืนหายเข้าไปในลำคอ พิศน้ำตาคลอขึ้นในทันที

“ปลาขอโทษ” ปาวรีรู้สึกผิดที่พูดแบบนั้น รู้อยู่แก่ใจว่าแม่ของเธอยังทำใจเรื่องพี่สาวไม่ได้

“ปีเป็นคนแข็ง คนแบบนี้จะโดดตึกฆ่าตัวตายได้ยังไง” พิศพูดอะไรต่อไม่ออกได้แต่เช็ดน้ำตาที่ไหลริน

เธอไม่อยากเชื่อว่าหกเดือนก่อนลูกสาวคนเก่งและเป็นเสมือนผู้นำครอบครัวจะโดดตึกลงมาเพราะผิดหวังในความรัก แม้ปรียาจะเศร้าใจเรื่องคนรักแต่ไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนแอให้ใครเห็น แต่นั่นอาจจะทำให้เธอพลาดไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของลูกสาวให้มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ

“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะแม่ ยังไงพี่ปีเขาก็ไปสบายแล้ว”

“แม่ขอโทษที่ทำให้เราไม่สบายใจไปด้วย”

“ปลาแค่อยากให้แม่ทำใจได้เร็วๆ”

ปาวรีพยายามบอกตัวเองแบบนั้นเช่นกัน แม้ต่อหน้าใครต่อใครเธอจะทำใจได้อย่างรวดเร็วกลับมาเหมือนปกติ แต่ยามที่อยู่คนเดียวเธอแอบร้องไห้ไม่แพ้แม่ของเธอเช่นกัน

สองแม่ลูกเดินออกไปด้วยท่าทีเศร้าสร้อยโดยไม่รู้ว่ามีใครบางคนแอบยืนฟังอยู่ด้วย ภคพลออกจากอุโบสถก็เดินเตร่ไปเรื่อยจนมาได้ยินเรื่องราวของหญิงสาวที่ชื่อปีฟังดูคลับคล้ายคลับคลาจนเขาต้องเดินเข้าไปใกล้ช่องเก็บอัฐิ

“ปรียา เวระการุณ”

ยิ่งเห็นรูปที่ติดอยู่ยิ่งบ่งชัด หญิงสาวใบหน้าเรียวเล็ก ริมฝีปากบาง ผมยาวประบ่า นัยน์ตาฉายแววมั่นใจแบบนั้นเหมือนกับใบหน้าที่ยังติดตาเขาอยู่

“ยัยผีนั่น” ภคพลผงะรีบถอยห่าง

นี่มันเวรกรรมอะไรที่ชักนำให้เขาต้องมาเจอแม้แต่ที่เก็บอัฐิของผีพนักงานสาว แค่ทำบุญไหว้พระอุทิศส่วนกุศลคงไม่พอเขาคงต้องรีบไปหาถังสังฆทานชุดใหญ่พร้อมกรวดน้ำส่งไปให้เธออีกรอบ

 

ภคพลพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ไปตึกกิจขจรร่วมสัปดาห์แต่การตื้อของเชนทำให้เขาต้องยอมกลับเข้าไปที่บริษัทอีกครั้งอย่างตัดรำคาญ

“วันนี้จะมีการประชุมเรื่องการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของเรา พวกกรรมการเขากังวลตั้งแต่แม่เราเขาไม่สบาย ยิ่งมีข่าวว่าคู่แข่งเราจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เหมือนกันยิ่งไปกันใหญ่ พอลุงแจ้งเรื่องพลจะมาช่วยดูแลงานต่อพวกเขาเลยอยากเจอพลกัน”

“ความจริงเรื่องนี้คุณลุงกับพี่เมษจัดการอยู่นี่ครับ ผมเข้าประชุมก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มพยายามเลี่ยง

“ให้คนรุ่นใหม่มาช่วยกันดู พวกคนแก่จะได้วางใจไงล่ะ” เชนเดินนำภคพลเข้าห้องประชุม

ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องนั้น ภคพลแทบไม่ได้ฟังเราเมษและเชนพูดถึงแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สักนิดเพราะไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ประจวบกับใจเขามัวแต่กังวลว่าจะเจอกับผีสาวตนนั้นอีกหรือเปล่า ท่าทางของเขาในที่ประชุมจึงดูเหม่อลอยจนใครๆมองเห็น

ราเมษลอบมองญาติผู้น้องอยู่หลายครั้งพยายามดึงให้เขาหันมาสนใจการประชุมแต่ไม่เป็นผล จนท้ายการประชุมมีคำถามยิงใส่ภคพลมากมายจากกรรมการเรื่องการเข้ามาดูแลงานแทนแม่ แต่ชายหนุ่มตอบปัดๆเอาตัวรอดไป ดูเหมือนกรรมการหลายคนจะไม่พอใจในท่าทีและคำตอบเหล่านั้น แต่เขาไม่คิดจะใส่ใจเพราะยังไงเชนกับราเมษต้องคอยหาทางแก้ให้เขาอยู่แล้ว

“แบบนี้จะไหวเหรอคุณเชน”

เสียงบ่นจากกรรมการหลายคนทำเอาเชนต้องหาข้อแก้ตัวเป็นพัลวันหลังการประชุม เขาไม่รู้จะยกอะไรมาอ้างนอกจากความเป็นคนรุ่นใหม่ของภคพล

“แต่ลูกชายคุณก็คนรุ่นใหม่นะ ดูเข้าท่ากว่าลูกชายคุณภีรพัฒน์เสียอีก”

เชนได้แต่ขอให้ทุกคนให้โอกาสภคพลเหมือนที่ให้โอกาสลูกชายของเขา คำยืนยันของเชนทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่สร้างความไม่พอใจให้ราเมษอยู่ไม่น้อยที่เขาและพ่อต้องกลายเป็นคนรับหน้าเสื่อให้ภคพลแบบนี้

“ดูนายไม่สนใจการประชุมครั้งนี้เลยนะ” น้ำเสียงราเมษติดจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างกับการทำตัวไม่สนใจอะไรของญาติผู้น้อง

“พลเขาคงยังไม่คุ้น” เชนรีบแก้แทนไม่อยากให้ลูกชายกับหลานต้องมีปัญหากัน

“ถูกครับ ผมยังไม่คุ้น และคงจะไม่คุ้นไปอีกนาน ถ้าจะให้ดีลุงกับพี่เมษอย่าให้ผมต้องรับผิดชอบอะไรเลยจะดีกว่า”

ภคพลเดินออกไปอย่างไม่ยี่หระกับท่าทีของราเมษสักเท่าไหร่

“ดูหมอนั่นสิพ่อ” ราเมษหน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อย

“อย่าโกรธน้องเลยนะเมษ”

“ช่างเถอะครับ ผมเอาเวลาโกรธไปคิดเรื่องงานดีกว่า”

เชนได้ยินลูกชายว่าอย่างนั้นก็สบายใจแต่ไม่คลายความกังวล หากเริ่มต้นภคพลเริ่มตีรวนแบบนี้แล้วต่อไปจะเป็นยังไงกัน

สื่อรักสองดวงใจ บทที่1

มาตรฐาน

บทที่ 1

ชายหนุ่มผิวสีแทนแต่ไม่คล้ำจัดขยับแจ็คเก็ตสีน้ำตาลเข้มปกคล้ายชุดนักเรียนญี่ปุ่น สวมทับกับเสื้อยืดคอกลมสีขาว แม้ใบหน้าได้รูปนั้นจะดูนิ่งเฉยแต่แววตาจากดวงตารียาวกว่าคนทั่วไปฉายความเบื่อหน่ายและอ่อนเพลียกับการเดินทางที่เนินนานกว่าสิบแปดชั่วโมงบนเครื่องบิน

ชายหนุ่มใช้สองนิ้วกดที่หว่างคิ้วเข้มเป็นเส้นตรงหวังไล่อาการล้าของสายตา เขาหลับไปไม่กี่ชั่วโมงเพราะคนข้างๆที่ส่งเสียงกรนไม่หยุดทำให้เขาต้องตื่น แม้บรรยากาศบนเครื่องบินจะแย่กว่าที่คิด แต่นั่นคงไม่เลวร้ายเท่ากับการกลับไปเผชิญกับความรู้สึกเดิมๆสำหรับภคพล ใจหนึ่งอาจจะกังวลเมื่อรู้ว่ามารดาของเขาล้มเจ็บถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ใจหนึ่งแย้งไปว่าเงินมากมายคงช่วยให้เธอปลอดภัยดี แม้แต่เขาเองเงินของมารดายังช่วยให้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความห่วงใยหรือความดูแลเอาใจใส่อย่างที่ใครคิด

นึกย้อนไปภคพลรู้สึกเบื่อบ้านตั้งแต่วันที่แม่เริ่มมีงานท่วมตัว ไม่มีแม้แต่เวลาจะทานข้าวเย็นด้วยกัน ทุกครั้งที่กลับจากโรงเรียนเขาต้องนั่งจมอยู่กับความอ้างว้างของบ้านหลังใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและสร้างความบันเทิงมากมายเท่าที่แม่ของเขาจะหามาทดแทนให้ลูกชาย แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ความโดดเดี่ยวของภคพลหายไป จนเขาตัดสินใจหนีออกไปเตร็ดเตร่นอกบ้านอยู่หลายครั้งโดยที่ แม่ไม่เคยรู้ จนกระทั่งวันที่เธอกลับมาเอาเอกสารที่บ้านจึงรู้ว่าลูกชายวัยสิบสองหายออกไปโดยไม่บอกใคร เมื่อพบตัวอีกทีเขาเกือบตายเพราะตกลงไปในสระบัวบริเวณวัดใกล้บ้าน เธอตัดสินใจส่งเขาไปอยู่โรงเรียนประจำในไม่กี่สัปดาห์ต่อมาทันที

ที่นั่นแม้ไร้อิสระแต่ทำให้ภคพลหายเบื่อได้บ้าง เขามีเพื่อนมากมายที่ต้องอยู่ร่วมกินนอนด้วยกันทุกวัน เมื่อถึงช่วงปิดเทอมเพื่อนๆของเขาต่างพากันดีใจและตื่นเต้นที่ได้กลับบ้านแต่เขากลับคิดตรงข้ามกับทุกคน การกลับบ้านไม่ต่างอะไรกับการกลับไปอยู่คนเดียวเหมือนที่ผ่านมา มันน่าเบื่อยิ่งกว่าการอยู่โรงเรียนประจำเสียอีก

หลังจากเรียนจบภคพลพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ต่างจังหวัดแต่เขาไม่มีแก่ใจจะอ่านหนังสือ สุดท้ายต้องเอ่ยปากขอมารดาไปเรียนต่อที่อเมริกาเพราะพ่อที่เลิกร้างกับแม่ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น แต่แม่คงนึกไม่ถึงว่าคนที่ได้ชื่อว่าพ่อที่ไม่เคยดูแลไม่ต่างจากคนแปลกหน้าในความรู้สึกของเขา เขาไม่เคยย่างกรายไปที่บ้านของบิดาและไม่เคยขอความช่วยเหลือใดๆ ชายหนุ่มเรียนรู้ที่จะอยู่เพียงลำพังกับเงินในบัญชีที่เข้ามาอย่างไม่เคยขาด

เมื่อก่อนภคพลชอบมองท้องฟ้ายามที่รู้สึกไม่สบายใจเพราะมันช่วยให้เขารู้สึกปลอดโปร่งขึ้น แต่กรุงเทพฯวันนี้ดูแปลกตาจากวันก่อน ยิ่งรถแล่นไปตามถนนสายใจกลางเมืองเท่าไหร่ยิ่งมองเห็นท้องฟ้าน้อยลง ตลอดทางเหนือศีรษะของเขาเต็มไปทางด่วนและรางรถไฟฟ้าที่ดูน่าอึดอัด แต่นั่นคงไม่สำคัญเพราะอีกไม่นานเขาจะกลับไปที่อเมริกาตามเดิม

“แม่อยากให้พลมาช่วยดูแลกิจการของเรา”

แม่ของเขาดูผ่ายผอมไปมาก จากคนที่เคยกระฉับกระเฉง ภคพลจำไม่ได้ว่าเคยจ้องมองแม่ของเขาอย่างใกล้ชิดแบบนี้มานานแค่ไหน ภาพสุดท้ายของแม่ที่อยู่ในความทรงจำผ่านมานานเป็นสิบปี แต่วันนี้เขาไม่คิดว่าแม่จะทรุดโทรมและอิดโรยลงไปมากมายขนาดนี้

“ผมไม่อยากขายเครื่องสำอาง ผมเป็นผู้ชาย” ฟังดูไร้สาระแต่เขาไม่รู้จะยกอะไรขึ้นมาอ้าง

“แม่ให้พลมาบริหารงานไม่ได้ให้ออกไปขายของสักหน่อย เครื่องสำอางก็เหมือนสินค้าอย่างอื่นที่ต้องใช้หลักการตลาดที่ลูกเรียนมาเหมือนกัน เรียนจบแล้วน่าจะมาช่วยงานแม่นะ”

“ผมยังอยากเรียนต่อ” ท่าทีเฉยเมยทำให้ภีรพัฒน์อ่อนใจ

หากลูกชายต้องการจะเรียนต่อจนจบด็อกเตอร์เธอก็ยินดีแต่เธอรู้ดีว่านั่นไม่ใช่เจตนาที่แท้จริงของเขา แต่ไม่ทันที่ภีรพัฒน์จะตอบอะไรหมอและพยาบาลเข้ามาขัดการสนทนาเสียก่อน หมอบอกถึงอาการของภีรพัฒน์ให้ภคพลฟังคร่าวๆแต่ไม่เจาะจงว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ แค่นั้นก็ทำให้เขานิ่งงันไปชั่วขณะหลายโรครุมเร้าให้มารดาเขาต้องพักยาว ภคพลจำต้องเปลี่ยนแผนเป็นอยู่กรุงเทพฯต่อจนกว่ามารดาของเขาจะหายดี นั่นหมายความว่าเขาต้องเข้าไปทำงานแทนภีรพัฒน์ ชายหนุ่มปลอบใจตัวเองว่ามันคงไม่นานนัก

 

“ลุงดีใจนะที่พลจะกลับมาช่วยงานที่นี่”

เชนมารอรับที่ชั้นล่างของตึกกิจขจรแสดงท่าทีดีใจอย่างเห็นได้ชัด ชายสูงวัยไม่สบายใจนักเมื่อเห็นความสัมพันธ์ที่ห่างเหินระหว่างแม่ลูกของน้องสาว ภีรพัฒน์แม้จะห่วงใยลูกแต่ไม่เคยแสดงออก ในขณะที่ภคพลเหินห่างทั้งกายและใจออกไปทุกที เมื่อเห็นชายหนุ่มจะมาทำงานแทนน้องสาวทำให้เขายินดี

“ลุงดีใจจริงเหรอครับ บางทีผมอาจจะมาทำให้ทุกคนยุ่งยากกว่าเดิมก็ได้” แม้น้ำเสียงจะดูทีเล่นทีจริงแต่แววตาคนพูดแสดงให้เชนรู้สึกว่าเขาอาจจะทำแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ

“พูดอะไรอย่างนั้นละ บริษัทนี้เป็นของแม่เรา อีกหน่อยเราก็ต้องมารับช่วงแทนอยู่ดี”

“ผมไม่ใช่คนเก่งอย่างแม่หรอกครับ” ชายหนุ่มเบ้ปาก

เขาไม่คิดจะเดินตามรอยมารดาแม้แต่น้อย

ภคพลตั้งใจแล้วว่าเขาจะไม่ทำอะไรให้มากความเป็นการผูกมัดตัวเองไว้กับที่นี่ ถ้าจะให้ดีเขาน่าจะทำให้มันวุ่นวายมากขึ้น เมื่อภีรพัฒน์หายป่วยจะได้ไล่เขากลับอเมริกาอย่างไม่ต้องลังเลอีกต่อไป

“ของแบบนี้เรียนรู้กันได้ ไปลุงจะพาไปดูรอบๆบริษัท นี่ลุงให้เขาจัดห้องไว้ให้แล้วนะพลเข้ามาทำงานได้เลย แต่ถ้าพลไม่ชอบอะไรหรืออยากเปลี่ยนอะไรก็บอกให้เขาเปลี่ยนได้เลยนะ จะไปดูก่อนไหม”

“เรื่องห้องทำงานเอาไว้ก่อนเถอะครับ” เชนไม่อยากขัดใจหลานชายตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน

อาคารกิจขจรสิบห้าชั้นถูกแบ่งส่วนเป็นของบริษัทแอลเอคอสเมติกตั้งแต่ชั้นสิบเอ็ดถึงสิบห้า ที่เหลือจัดไว้สำหรับให้บริษัทต่างๆมาเช่าทำสำนักงาน เชนจึงพาภคพลเดินดูตั้งแต่ชั้นสิบห้าห้องทำงานผู้บริหารลงมาเรื่อยๆ เสียงพระสวดแว่วมาจากห้องหนึ่งที่ชั้นสิบสอง เป็นชั้นที่บีเอ หรือพนักงานขายต้องมาอบรมการขายก่อนออกไปทำงานจริงที่เคาท์เตอร์เครื่องสำอางตามห้างสรรพสินค้า รวมทั้งเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การฝึกอบรมนวดหน้าต่างๆเพื่อบริการลูกค้า

“ทำบุญอะไรกันเหรอครับ” ภคพลแปลกใจ

เชนสีหน้าดูไม่ดีนัก แม้ไม่มีใครมารายงานหรือขออนุญาตนำพระมาสวดที่นี่ แต่เขาพอจะเดาออกว่าเรื่องอะไร

“นี่คงนิมนต์พระมาสวดส่งวิญญาณกัน”

“สวดส่งวิญญาณ” ภคพลประหลาดใจ มีการนิมนต์พระมาสวดทำบุญก็ว่าไปอย่าง แต่นิมนต์มาสวดส่งวิญญาณมันดูแปลกเกินไปสำหรับบริษัทใหญ่โตอย่างแอลเอคอสเมติก

“ส่งวิญญาณอะไรกันครับ อย่าบอกนะว่าที่นี่มี…ผี”

“แค่ข่าวลือ พวกพนักงานก็พากันตกอกตกใจไปกันหมด” เชนพยายามพูดให้ดูเป็นเพียงเรื่องธรรมดา

“หรือว่าที่นี่มีคนตายครับ” แม้จะไม่คิดอะไรแต่ชายหนุ่มก็แอบหวั่นๆอยู่ไม่น้อย

“เราคงไม่ได้ตามข่าวเลยสินะ” เชนหน้าเสียไปยิ่งกว่าเดิมไม่อยากฟื้นฝอยเรื่องนี้เลยสักนิด

แน่นอนภคพลไม่เคยสนใจอะไรที่เกี่ยวกับบริษัทของแม่เขาสักอย่าง แม้แต่ตอนที่ต้องทำรายงานการตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ส่งอาจารย์ แค่ยกหูโทรศัพท์เขาก็จะได้ข้อมูลมากมายจากที่นี่ แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ เพราะความช่วยเหลือที่เขาต้องการจากแม่คือเงินเท่านั้น

เชนเล่าว่าหกเดือนก่อนมีการฆ่าตัวตายของพนักงานสาวมีตำแหน่งถึงผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและฝึกอบรมทั้งที่อายุเพียงยี่สิบห้า หลังเธอโดดตึกลงมาตำรวจพบการ์ดแต่งงานของแฟนเธอกับหญิงอื่นบนโต๊ะทำงาน รวมทั้งพยานหลายปากได้ยินปรียาโทรไปต่อว่าต่อขานแฟนเธอในวันที่เธอโดดตึกลงมา

“เขาว่าเธอผิดหวังในความรักเลยโดดตึกลงมา” ภคพลสยองแต่ต้องฝืนทำหน้านิ่งไว้

ผู้หญิงคนนั้นคงคาดหวังกับความรักมากเกินไป

ภคพลแอบนึกสมเพชอยู่ในใจ เขาสมเพชทั้งปรียาและตัวเองไปด้วย คนหนึ่งถูกความรักทำร้ายจนต้องฆ่าตัวตาย แต่ตัวเขากลับมีชีวิตอยู่อย่างไร้ซึ่งความรัก

ไม่ชินนักกับเสียงสวดของพระที่กำลังได้ยินนัก ภคพลจึงเดินห่างออกไกลพอสมควรแต่เสียงนั้นเหมือนยังก้องอยู่ไม่ห่าง มันฟังดูน่าอึดอัดและทำให้เขาหายใจติดขัดอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เคยเป็นมาก่อนตอนอยู่อเมริกาเพื่อนหลายคนชักชวนเขาไปวัดไทยที่นั่นในวันงานเทศกาลสำคัญต่างๆเพื่อรวมกิจกรรมทางศาสนาซึ่งทุกอย่างปกติดี แต่ครั้งนี้เขารู้สึกผิดแปลกไป

เชนเห็นภคพลเหงื่อซึมทั้งที่ภายในเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำให้แปลกใจ

“ร้อนเหรอพล”

“ไม่นี่ครับ”

“แต่เหงื่อเราออกเต็มเลยนะ”

เขาไม่รู้สึกถึงมันสักนิด ชายหนุ่มปาดเหงื่อจากหน้าผากอย่างประหลาดใจ ไม่รู้สึกร้อนแต่เหงื่อออกได้ยังไงกัน

“คงไม่ชินกับอากาศเมืองไทยสินะ ไปนั่งพักที่ห้องลุงก่อนแล้วกัน”

“ผมขอไปเดินดูชั้นอื่นๆดีกว่าครับ”

“ลุงพาไปไหม”

ภคพลรีบปฏิเสธเขานึกขำที่ลุงเห็นเขาเป็นเด็กๆที่ต้องคอยเดินนำเพราะกลัวพลัดหลง ถ้าเขาจะหลงทางมันคงเป็นเรื่องสนุกกว่าการอยู่ในที่ๆเขาไม่ชมชอบนัก แต่ตอนนี้เขาอยากไปให้ไกลจากเสียงที่ก้องอยู่อย่างประหลาดนี้มากกว่า

ภคพลเลือกลงลิฟต์มาที่ชั้นสี่ เป็นชั้นสำหรับโรงอาหารในตึกเพื่อรองรับพนักงานที่มีจำนวนมากขึ้นและบุคคลทั่วไปที่มาติดต่อธุรกิจที่ตึกนี้ ชายหนุ่มเลือกซื้อกาแฟมานั่งดื่มที่มุมหนึ่งอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้หิวหรือกระหาย แต่กลิ่นหอมอ่อนๆของกาแฟและบรรยากาศที่มองเห็นท้องฟ้าจากกระจกบานใหญ่ทำให้เขารู้สึกหายใจได้คล่องขึ้น

สายตาหลายคู่หันมาจับจ้องเขาเป็นระยะเพราะร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำแดดแต่ไม่มากดูกำลังดีและใบหน้าคมเข้ม จมูกโด่งเป็นสันคล้ายรูปปั้นมักเป็นที่สะดุดตาของสาวๆอยู่เสมอ แต่เขาไม่คิดจะใส่ใจกับสายตาเหล่านั้นก้มหน้าดื่มกาแฟเหมือนเป็นเรื่องเคยชิน

“ได้ยินเรื่องผีพนักงานแอลเอหรือเปล่า นี่เฮี้ยนมากจนเขาต้องนิมนต์พระมาสวดกันเลยนะ”

“วันก่อนมีคนเห็นนะที่ลานจอดรถ ฉันเลยไม่กล้าไปที่นั่นคนเดียวเลย”

คนเล่ามองซ้ายทีมองขวาที ราวกับผีที่พูดถึงจะโผล่มาต่อว่าที่แอบตั้งวงนินทาถึง

ภคพลไม่ได้คิดจะตั้งใจฟังคำสนทนาของสาวๆโต๊ะติดกัน แต่เสียงกรี๊ดกร๊าดหวาดกลัวทำให้เขาต้องหันไปมอง ดูจากยูนิฟอร์มที่พวกเธอใส่ไม่ใช่พนักงานของแอลเอคอสเมติก แต่ยังตั้งวงเม้าท์กันขนาดนี้แสดงว่าเรื่องผีอาละวาดคงเจอะเจอกันถ้วนหน้าไม่ใช่แค่พนักงานบริษัทเดียวกัน

“ทุกวันนี้ยังไม่มีใครกล้าขึ้นไปที่ดาดฟ้าตึกเลยนะ”

“บ้าเหรอใครจะขึ้นไป แค่คิดยังสยอง”

คนพูดรีบส่ายหน้าพรืดไม่ขอเอาด้วยเด็ดขาดหากต้องขึ้นไปบนนั้น วงสนทนาเรื่องสยองขวัญยังคงดำเนินต่อไป เขาไม่ใช่คนขี้กลัวเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้แต่ชายหนุ่มนึกไม่ออกว่าหากเขาเจอผีที่ว่าเข้าจริงๆ เขาจะทำยังไง

 

เชนนั่งอ่านรายงานการประชุมเรื่องผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะออกตลาดในเดือนหน้าอย่างเคร่งเครียด เมื่อมีข่าวว่าบริษัทคู่แข่งจะออกสินค้าตัวใหม่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน

“หน้าเครียดเชียวพ่อ”

ชายหนุ่มผิวขาว ร่างสูงโปร่งถอดแบบจากผู้เป็นพ่อ ถือเอกสารเพิ่มเติมเข้ามาหาเชนอย่างไม่วิตกกังวลใดๆ สูทที่เขาสวมใส่ยังเรียบตึงแม้ผ่านเวลามาตั้งแต่เช้าจนเย็น

“ราเมษเองเหรอลูก แน่ล่ะ คู่แข่งจะออกสินค้าใหม่พร้อมกับเรานี่”

“เรื่องนั้นไว้เป็นหน้าที่ผมเองดีกว่า ว่าแต่พลล่ะครับ” ราเมษเอ่ยถามขึ้น

“นั่นสิ เห็นว่าจะไปเดินดูรอบๆตึกนี้เอง ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย” เชนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเองเมื่อมาจดจ่ออยู่กับงานให้ลืมเรื่องหลานชายไปเสียสนิท

“หรือว่าจะกลับไปแล้ว”

เชนรู้นิสัยของภคพลดีที่ทำอะไรไม่เคยบอกอะไรใคร เหมือนสมัยเด็กที่จู่ๆเขาก็หายออกไปจากบ้าน จนภีรพัฒน์แทบเป็นบ้าเรื่องลูกชายหายตัวไป

“จะกลับก็น่าจะบอกกล่าวกันบ้างสิพ่อ” น้ำเสียงราเมษออกอาการเอือมกับพฤติกรรมแปลกๆของญาติผู้น้องไม่น้อย

“พลก็แบบนี้แหละ ว่าแต่เอกสารนั่น”

เชนไม่อยากตำหนิหลานชาย เขาพยายามที่จะทำความเข้าใจในตัวภคพลให้มาก หากต่อไปต้องร่วมงานเขาไม่อยากให้อคติตัวเองมาเป็นอุปสรรค

“สรุปเรื่องค่าใช้จ่ายที่พ่อว่ามีปัญหา ผมให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบอีกทีก็ไม่มีอะไรนี่ครับ”

เชนรับแฟ้มเอกสารมาตรวจดูรายละเอียดอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นดีแล้ว ช่วงนี้อาแกเขาไม่ค่อยสบาย พ่อไม่อยากให้เขาต้องปวดหัวเรื่องงานอีก ไหนมาแจกแจงรายงานอันนี้ให้พ่อฟังหน่อยสิ”

ราเมษอธิบายเรื่องเอกสารชี้แจงอย่างคล่องแคล่วและเข้าใจง่าย เชนมองลูกชายอย่างชื่นชม ตั้งแต่ลูกชายคนนี้เข้ามาช่วยงานฝ่ายการตลาดและฝ่ายการเงินเขาก็เบาใจขึ้นเพราะผลประกอบการเป็นที่พอใจของภีรพัฒน์อย่างมาก เขานึกขอบคุณน้องสาวอยู่ในใจเสมอที่ทำให้เขาและลูกชายได้ทำงานที่นี่ เขารู้ตัวดีว่าตนใช้ชีวิตผิดพลาดตั้งแต่วัยหนุ่มจนหนี้สินล้นพ้นตัว เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายแต่โชคดีที่น้องสาวยื่นมาช่วยเหลือให้เขากลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งและส่งเสียราเมษจนเรียนจบและได้เข้ามาทำงานที่แอลเอคอสเมติก พี่ชายคนนี้จึงตั้งปณิธานกับตัวเองว่าเขาจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนภีรพัฒน์

“ผมว่าวันนี้จะไปเยี่ยมอาพัฒน์ มีเอกสารต้องให้ลงนามเพิ่มเติม”

“อย่ารบกวนอาแกมากนักล่ะ เขาต้องพักผ่อนมากๆ”

“ผมรู้ครับ ถึงได้ตั้งใจทำงานเต็มที่อย่างพ่อว่าไง” ราเมษยิ้มกว้าง

เขารู้ดีว่าทั้งพ่อและอาต่างชื่นชมเขา ไม่ว่าเรื่องอะไรราเมษจึงไม่อยากให้ออกมาผิดพลาดให้ใครผิดหวังกับผลงานของเขา

ราเมษมาที่โรงพยาบาลพร้อมเอกสารและดอกไม้เยี่ยมไข้ แต่เมื่อมาถึงเขาเห็นภีรพัฒน์กำลังหลับอยู่จึงคิดจะกลับเพราะไม่อยากรบกวนการพักผ่อนของคนป่วย แต่ภีรพัฒน์ตื่นขึ้นมาเสียก่อน

“เมษ มาเยี่ยมอาเหรอจ๊ะ” เสียงเธอฟังดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

“ครับ แต่ถ้าคุณอาอยากพักผ่อนผมค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ดีกว่า”

“ไม่เป็นไรหรอก ท่าทางเราจะมีเรื่องงานด้วยมาคุยด้วยล่ะสิ” ภีรพัฒน์เห็นแฟ้มในมือราเมษก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ด้วยรู้นิสัยหลานชายคนนี้ดีว่าใส่ใจเรื่องงานแค่ไหน

“แต่ผมตั้งใจมาเยี่ยมด้วยนะครับ”

“อารู้จ้ะ”

“แล้วพลล่ะครับ” ราเมษถามหาญาติผู้น้องอย่างแปลกใจ

ในเมื่อภคพลกลับออกจากบริษัทแล้วน่าจะมาคอยเฝ้าดูแลมารดาที่ป่วยอยู่ แต่เขากลับหายตัวไปโดยไม่มีใครรู้

ภีรพัฒน์ไม่ตอบมีเพียงรอยยิ้มที่อ่อนโยนเปลี่ยนเป็นเศร้า เธออาจคาดหวังกับภคพลมากเกินไป เธอคิดเพียงว่าวันเวลาจะให้ลูกชายเข้าใจเธอมากขึ้นแต่มันอาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ ราเมษเห็นใจภีรพัฒน์อยู่ไม่น้อยที่เธอทำงานหนักเพื่อภคพลมาโดยตลอดและที่เธอต้องล้มป่วยเพราะเรื่องนี้ แต่ดูเหมือนลูกชายของเธอไม่ได้เข้าใจถึงข้อนี้เลยแม้แต่น้อย

“บางทีพลอาจจะเหนื่อยจากการเดินทาง ให้เขาได้พักผ่อนสักหน่อยก็ดีนะครับ” ราเมษเบี่ยงประเด็นไป หวังว่าอาของเขาจะรู้สึกดีขึ้น

“นั่นสิ อาจจะต้องให้เวลาเขาอีกสักพัก”

ภีรพัฒน์มองไปไกลกว่านั้น ไม่ใช่เวลาของการพักผ่อนจากความเหน็ดเหนื่อยของภคพล แต่เป็นเวลาให้ลูกชายของเธอเข้าใจเหตุผลและการดำเนินไปของชีวิตที่เธอเลือก ไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งธุรกิจและครอบครัวเธอมักจะมองไปข้างหน้าไว้ก่อนเสมอ วันนี้อาจจะมองไม่เห็นค่าหรือประโยชน์อะไรแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายคนต่างพากันทึ่งในการตัดสินใจของเธอ แต่ดูเหมือนจะมีเรื่องเดียวที่เธอตัดสินใจผิดคือการวางอนาคตให้กับลูกชาย

 

ท้องฟ้ากว้างจนทำให้เขาดูตัวเล็กลงไปถนัดตา น่าแปลกทั้งที่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินแต่ท้องฟ้ากลับเป็นสีเทาหม่นราวกับมีกลุ่มควันปกคลุมไปทั่ว ภคพลขึ้นมาบนดาดฟ้าไม่ได้คิดจะมาพิสูจน์เรื่องผีที่ได้ยินจากเหล่าคนในตึก แต่แค่อยากมองท้องฟ้าบนนี้ให้เต็มตา เขาไม่อยากกลับบ้าน ไม่อยากไปโรงพยาบาลและไม่อยากสนใจเรื่องงานที่เชนคอยกรอกหูให้เขาฟัง ชายหนุ่มมองไปรอบๆดาดฟ้ากว้างทิวทัศน์เมืองหลวงเต็มไปด้วยตึกสูงและอาคารที่อัดแน่นราวกล่องไม้ขีดเบื้องล่างชวนให้ก้มมอง แต่ความสูงของตึกทำให้รู้สึกใจหวิวอยู่ไม่น้อย ลมเย็นวูบหนึ่งพัดมาจากด้านหลังปะทะที่ต้นคอทำเอาเขาสะท้านอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มรีบถอยห่างจากขอบตึกอย่างฉับพลัน

“ช่วยฉันด้วย” เสียงแหลมยะเยือกลอยแว่วมาตามลมยิ่งทำให้เขาใจหาย

ชายหนุ่มปลอบใจตัวเองว่าเขาคงหูฝาดไป มันคงเป็นเพียงเสียงลมที่พัด เขาอาจจะฟังเรื่องข่าวผีสาวพวกนั้นมากเกินไปจนเริ่มจินตนาการเลยเถิด

“ถ้าจะเพี้ยนแล้วสิเรา” ภคพลตัดสินใจเดินไปที่ประตูดาดฟ้า

บนนี้ไม่น่าอยู่เสียแล้วฟ้าสีเทาหม่นดูจะครึ้มมากขึ้นทุกที แต่ไม่ทันจะเอื้อมมือเปิดประตูออก เขาต้องสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง เมื่อช่องกระจกกลางประตูสะท้อนเงาหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่

ชายหนุ่มตัดสินใจหันกลับไป เขาเห็นเธอเต็มตา

“โธ่เอ๊ยคุณทำผมตกใจหมด” ชายหนุ่มอยากเขกหัวตัวเอง แค่ผู้หญิงในชุดยูนิฟอร์มคนหนึ่งทำให้เขาแทบหยุดหายใจ

“นี่คุณมาอยู่บนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

หญิงสาวตรงหน้าไม่ตอบแต่สายตาเธอฉายแววฉงนสงสัยอะไรบางอย่าง

“คุณเป็นพนักงานแอลเอนี่” มองดูชุดที่เธอใส่ทำให้เขาโล่งใจว่าเธอคงไม่ใช่คนร้ายที่มาดักทำร้ายใครบนนี้

“ใช่ค่ะ” หญิงสาวตอบไม่เต็มปากเต็มคำนัก

“คุณใช่ไหมที่ส่งเสียงร้องให้ช่วย”

แสดงว่าเขาไม่ได้หูฝาดเสียงร้องนั้นมีที่มาคือผู้หญิงตรงหน้า

“ใช่ค่ะ” เสียงเธอเบาแทบจะหายไปในลำคอ

ดูท่าทางเธอตื่นๆกับการพูดคุยกับเขาอยู่ไม่น้อย อาจเพราะความไม่คุ้นหน้าและคิดว่าเขาไม่น่าไว้วางใจนักจึงทำให้เธอดูประหม่าอยู่ในที

“หน้าคุณซีดมาก ไม่สบายหรือเปล่าถึงร้องให้ช่วย”

หญิงสาวจับใบหน้าตัวเองอย่างไม่แน่ใจว่าหน้าของเธอซีดเซียวแค่ไหนในสายตาของเขา

สื่อรักสองดวงใจ บทนำ

มาตรฐาน

บทนำ

1 เมษายน เวลา 17.30 น.

แม้จะมีลมเย็นพัดผ่านเป็นระยะ หญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเข้มยังคงเดินไปมาอย่างกระวนวายใจ แทบไม่ได้มองดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆคล้อยต่ำใกล้ขอบฟ้าเต็มที อาคารสูงหลายแห่งเริ่มเปิดไฟต้อนรับความมืดที่กำลังมาเยือน หากเป็นยามที่จิตใจอภิรมย์เธอคงยืนชื่นชมความงามกลางกรุงยามโพล้เพล้นี้อย่างสบายใจ แต่ตอนนี้เธอกลับไม่ชอบบรรยากาศยามนี้เอาเสียเลย ความรู้สึกไม่มั่นคงแม้จะยืนอยู่บนดาดฟ้าของอาคารสูงสิบห้าชั้นที่ดูตระหง่านแต่ขาเธอกลับไม่แข็งแรงตามไปด้วย ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปเธอยิ่งเริ่มอึดอัด ได้แต่หวังว่าคนที่เรียกเธอมาที่นี่จะไม่ผิดนัด เธออยากให้ทุกอย่างจบลงด้วยดีในวันนี้ ไม่ว่าใครคงไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

1 เมษายน เวลา 19.00 น.

เสียงไซเรนจากรถตำรวจและรถมูลนิธิที่แล่นมาถึงหน้าตึกกิจขจรด้วยความรวดเร็ว สร้างความตื่นตระหนกระคนสงสัยให้คนที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้น เวลาหัวค่ำเช่นนี้พนักงานส่วนใหญ่พากันเลิกงานและกลับกันหมดแล้ว เหลือเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพนักงานเพียงไม่กี่คนที่พากันมามุงดูภาพสยดสยองที่หน้าตึกอยู่เพียงบางตา

ร่างหญิงสาวในชุดพนักงานแอลเอคอสเมติก นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น ใครที่มองดูสภาพศพสามารถรู้ได้ทันทีว่าเธอตกมาจากที่สูงและกระแทกพื้นอย่างแรง รอยเลือดและสภาพที่น่ากลัวทำให้หลายคนต้องเบือนหน้าหนี

“ผมเห็นคนเดินไปเดินมาอยู่บนดาดฟ้าได้พักใหญ่ แต่ไม่ได้คิดอะไร เผลอแป๊บเดียว ผู้หญิงคนนี้ก็กระโดดลงมา” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ปากคำกับตำรวจที่เข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละล่ำละลัก แม้จะทำงานมานานแต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์ระทึกขวัญแบบนี้มาก่อน

“เกิดอะไรขึ้นครับ” ราเมษ ผู้จัดการหนุ่มฝ่ายการตลาดวิ่งหน้าตื่นเข้ามากลางวง ราเมษหันไปมองสภาพศพที่กำลังมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจดูให้ผงะไปพักใหญ่ แม้เขาจะเป็นผู้ชายแต่ภาพตรงหน้าดูน่าสลดเกินกว่าจะห้ามใจได้

“ปรียา” ราเมษเอ่ยชื่อหญิงสาวที่นอนจมกองเลือดอย่างใจหาย

“คุณรู้จักผู้ตายด้วยเหรอครับ”

นายตำรวจรีบเปลี่ยนเป้าสอบถามมาที่ราเมษทันที

“เธอเป็นพนักงานแอลเอคอสเมติกครับ” ชุดที่สวมใส่บ่งชัดว่าเป็นพนักงานบริษัทของเขา

ผู้จัดการหนุ่มชี้ไปที่พื้น เห็นป้ายชื่อโลหะที่สลักชื่อนามสกุลเจ้าของไว้อย่างชัดเจน มันคงกระเด็นออกจากเสื้อตอนที่ร่างของเธอกระแทกกับพื้น แม้มีคราบเลือดกระเซ็นเปื้อน แต่ยังเห็นชื่อปรียาได้อย่างชัดเจน